สีรุ้งกลางดงขมิ้น(๖)
posted on 22 Oct 2008 16:41 by madambuffalo in QueerLife
หลังจากถือเพศพรหมจรรย์ ฟังดูแล้วแสนจะเวอร์จิ้นบริสุทธิ์ผุดผ่องชิมิคะ ซึ่งถ้าพูดแบบโดยนิตินัย มันก็ใช่ล่ะค่ะ โกนหัว ห่มเหลือง เข้ามาอยู่วัดแทนการนอนกลิ้งไปกลิ้งมาในบ้าน คำพูดคำจาเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ มีการใช้ศัพท์เฉพาะทางสำหรับพระ เช่นคำเรียกแทนตัว ใช้คำว่า "อาตมา" หรือ "อาตมภาพ" ในเวลาโคตรจะเป็นทางการ เรียกญาติพี่น้องขึ้นต้นด้วย "โยม" เช่น เรียก "โยมพ่อ" หรือ "โยมแม่" เวลาที่ท่านมาเยี่ยม จะเรียกป่าปี๊ หรือหม่ามี๊เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ถ้าเป็นญาติโยมสาว ๆ ก็อาจจะใช้คำว่า "สีกา" บ้างแล้วแต่ว่าจะลืมใช้หรือจงใจไม่ใช้ นี่แค่สรรพนาม กะเทยก็มึนหัวแล้ว ยังไม่นับคำราชาศัพท์ (ที่ใช้กับพระสงฆ์) ที่เราควรจะจดจำไว้ ยกตัวอย่างเท่าที่พอจำได้นะเพคะ เอ๊ยนะคะ
-
นอน ให้ใช้คำว่า "จำวัด" อยู่ถือวัตรปฏิบัติสามเดือน เรียก "จำพรรษา"
-
กิน ให้ใช้คำว่า "ฉัน" อาหาร ก็อาจจะเรียก "จังหัน" หรือ "ภัตตาหาร"
-
สั่งสอนโปรดอุบาสกอุบาสิกา ก็เรียกว่า "เทศนา"
-
เงินทอง ก็เลี่ยงไปใช้ำคำว่า "ปัจจัย" แทน
-
ป่วย ก็เรียกว่า "อาพาธ"
เอาแค่เฉพาะที่เกี่ยวกับเณรละกันนิ ดิฉันยังพอจำได้เลา ๆ นอกจากศีลสิบแล้ว ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ สามเณรจะต้องปฏิบัติตัวให้เหมาะสม งดงามสมกับเป็นศาสนทายาท เพราะอะไรเหรอคะ ? ก็เพราะพระภิกษุสามเณร คือด่านหน้า คือทัพหน้าของกองทัพธรรมที่คนจะมองเข้ามาเห็นก่อน "แก่นแท้" ของคำสั่งสอนพระพุทธเจ้า อันที่จริงมันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญเท่าไร แต่เท่าที่ทราบ หลายครั้งคนนอกศาสนา หรือคนที่ไม่ได้เป็นพุทธศาสนิกชนนั้น เมื่อได้เห็นความงดงามของพระ ซึ่งไม่ใช่มาจากแค่รูปกายภายนอก แต่ประกอบด้วยมารยาททางสังคมที่เหมาะสม เดินเหินสมเป็นกุลบุตรผู้ฝึกอบรมมาดี ไม่วิ่งจีวรปลิว นั่งแหกแข้งแหกขา ซึ่งอันนี้เข้าใจอย่างแรง พระเณรท่านไม่ได้นุ่งกางเกงใน และสบงก็เหมือนผ้าถุงล่ะค่ะ ถ้านั่งไม่ระมัดระมัง ไข่ออกมาหลอกโยมกันพอดี บางทีการนุ่งห่มของพระเนี่ย แอ๋วต้องยอมรับว่า ท่านออกแบบมาเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของนักบวชโดยเฉพาะ แล้วก็เหมาะสมกับสภาพอากาศบ้านเราอย่างแรงค่ะ เห็นไหมคะ ความชาญฉลาดของแนวคิดในการออกแบบตั้งแต่ครั้งพุทธกาลนั้น ยังใช้ได้จนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการปรับเปลี่ยนมาตลอดเวลาก็ตาม แต่ก็ยังคงเป็น "ธงชัย" ที่งดงาม ถ้าผู้นุ่งห่มตระหนักในเรื่องเหล่านี้อย่างแท้จริง
กรี๊ดดด ไม่เอาแล้ว วิชาการจ๋ามาตั้งแต่ย่อหน้าแรกเชียว ที่ว่ามาทั้งหมดนี้กำลังจะลากเข้าเรื่องของมารยาทและการปฏิบัติตนของสามเณรที่นอกเหนือศีลสิบข้อค่ะ ซึ่งว่ากันตามพระวินัยก็คือ "เสขิยวัตร ๗๕ ข้อ" ฟังแล้วหัวใจกะเทยจะขาดรอน ๆ เพราะแต่ละข้อตอนที่หลวงตาท่านอธิบาย มันรายละเอียดปลีกย่อยมากมายก่ายกอง เออ ให้ดิฉันอยู่นิ่ง ๆ ไม่ขยับดีกว่านะคะ เพราะถ้าเป็นขยับก็ปราศจาก "สมณสารูป" แล้วล่ะค่ะ ก็แหมเด็กนี่คะ จะให้ทำอะไรแบบนั้นยี่สิบสี่ชั่วโมง เหน็บกินพอดีค่ะ ก็ต้องมีกระโดดโลดเต้นกันบ้างพอหอมปากหอมคอ เท่าที่จำได้ พอตื่นขึ้นมา ก็แทบไม่เหลือสภาพเณรแล้ว บางรูปผ้าหลุดไปกองข้างตัว หรือหายไปไร้ร่องรอย (โดนแกล้ง) จะไม่เหลืออะไรติดตัว แอ๋วเองถ้าไม่ได้รัดประคตช่วยชีวิต ก็คงหลุดหายไปเหมือนรูปอื่นเหมือนกัน พอตัวตั้งตรงได้ แทนที่่จะเดิน ก็เดินเหมือนมนุษย์มนาไม่ค่อยได้น่ะค่ะ นึกว่าตัวเองอยู่บนรันเวย์กลางมิลานตลอด พ้อยเท้า จิกตา เดินตูดบิดเป็นเกลียว บางวันไม่มีอะไรทำ ก็เอาจีวรมาจีบมาห่ม มาทำเป็นโน่นเป็นนี่ ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้สำเหนียกอะไรว่า กำลังทำสิ่งที่ไม่งาม ด้วยความคะนองปนแรดมากกว่าค่ะ มีอยู่ครั้งหนึ่ง กำลังเดินเป็นนาโอมิ แคมแหก เดินกันสุดฤทธิ์อยู่บนศาลาตอนพักก่อนเข้าชั้นเรียน ไม่ได้ดูตาม้าตาเรือ ยิ่งเพื่อนเฮ ยิ่งเดินให้ดุสวยเด่นเป็นง่าเท่านั้น ไม่ได้เห็นว่า หลวงพ่อท่านเดินมาเป็นผู้ชมตั้งนานแล้ว กว่าจะหันไปเห็น ก็สายเกินกว่าจะแก้ตัวใด ๆ โดนเรียกไปอบรมตามระเบียบ ก็หูชา แต่ไม่สำนึกเท่าไรค่ะ เพียงแค่ไม่ทำแบบนั้นให้ท่านเห็นอีกเลย เห็นไหมคะ กะเทยน่ะแรดเข้าเส้นโดยแท้ จับไม่ได้ไล่ไม่ทันไม่มีวันยอมรับหรอก
วกกลับมาที่ประเด็นของแอ๋วดีกว่าค่ะ แม้จะยากสำหรับเด็ก (และเป็นกะเทย) ที่จะรักษาศีลให้ครบถ้วน ๑๐ ข้อ และมีมารยาทงดงาม จริยวัตรต้องตาต้องใจอุบาสกอุบาสิกา ที่เห็นแล้วจะเกิดศรัทธาปสาทะ หนำซ้ำการเอาเณรจำนวนมากมาอยู่รวมกันนั้น จับปูใส่กระด้งยังง่ายกว่าค่ะ ต้องยอมรับพระพี่เลี้ยง เณรพี่เลี้ยง ที่คอยดูแลเราทั้งหมด ท่านคงเหนื่อยมาก แต่ตอนนั้นแอ๋วไม่รู้หรอก ในอันดับความซน (ผสมแรด) แอ๋วติดท๊อปเทน และแบล็คลิสท์เชียวนะคะ ไม่อยากจะคุย เรื่องแรดเอาถ้วย แบบนี้ขอให้บอก ดิฉันสร้างสรรค์ให้ฝ่ายปกครองปวดหัวได้ไม่ซ้ำกันเลยแหล่ะ ก็แหมบวชเป็นเณรอย่างเดียว มันน่าเบื่อนี่คะ ขอแหกกฎนิดหน่อย พอให้เป็น "เป้าสนใจ" แค่นี้พอแล้วล่ะค่ะ เพราะงั้น ทุกห้าถึงสิบนาที จะมีการเรียกด้วยน้ำเสียงปราม ประมาณ
"เณร เดินให้สำรวมหน่อย ตูดน่ะเก็บนิดนึง"
"เอาอีกแล้ว มานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ตรงนี้ทำไม ไปไป ไปท่องหนังสือ"
"บอกกี่ครั้งกี่หน ให้เอาผ้ารัดอก ไม่ใช่มารัดเอวจนเกือบจะหลุดก้นแบบนี้"
"แล้วนี่อะไร เณรองค์นี้อีกแล้ว ประแป้งหน้านวล ใครเขาทำกัน ไปล้างให้หมดเดี๋ยวนี้"
ก็อ่ะนะคะ ยังมีอีกมาก ที่ไม่สามารถสาธยายความดีงามของดิฉันให้อ่านได้ละเอียดถี่ถ้วนได้ แค่นี้ก็แทบจะไม่อยากเห็นดิฉันกลับมาบวชอีก หรือเฉียดเขตพัทธสีมาด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตามค่ะ นอกจากความแรดและความซนประหนึ่งลูกสาวกำนันแล้ว ดิฉันก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหายหนักหนาสาหัสนะคะ เรียนก็อยู่อันดับต้น ๆ เพียงแค่ว่าดิฉันจะเอาหรือไม่เอาเท่านั้นเอง อีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันคิดว่า ไม่น่ามีใครรู้ ก็คือเรื่องอ่อยผู้ชายค่ะ กรี๊ด อะไรนะคะ ก็ไม่ได้อ่อยไปทำอะไรหรอก ก็แค่บริหารเสน่ห์ตามประสากะเทยแรกรุ่นที่ยังไม่ค่อยแยกแยะ ผู้ชายน่ะมีไว้ทำไม ก็มีไว้ลวนลามซิคะ ถามได้ ไม่ได้แตะต้อง ก็ขอเล่นมันทางสายตาก็ยังดี เรื่องแนวนี้ ดิฉันถนัดตั้งแต่หลุดออกมาจากท้องแม่แล้วล่ะค่ะ
ทีนี้ ในกลุ่มสามเณรที่มีแบบดิฉันสว่างวาบ ก็มีอีกรูปค่ะ เป็นเด็กจากเมืองหลวง เห็นแว้บแรก ดิฉันอาศัยตาเกย์ทิพย์ เล็งเห็นแล้วตั้งแต่วินาทีแรก เธอนั่งพับเพียบเก็บเท้าเรียบร้อย หน้าตาผิวพรรณดูผู้ดีแปดสาแหรก ทำอะไรก็นุ่มนิ่ม พูดจาไพเราะ หน้างี้หวานกว่าเด็กผู้หญิงบางคนอีกค่ะ เทียบกับดิฉันแล้ว นังแอ๋วกลายเป็นนังกุลีนางอิจฉาในนิทานพื้นบ้านไปเลย แต่ถึงอย่างนั้น เราก็จับคู่ทำอะไรตลอดแหล่ะค่ะ นั่งเรียนคู่ด้วยกัน แต๋บช้างน้อยเดินเกี่ยวก้อยไปจีบพี่มั่นคงด้วยกัน เอ๊ะเพื่อให้ง่าย เพราะดิฉันคงกล่าวถึงเณรรูปนี้อีกหลายตอนเชียวแหล่ะค่ะ ดิฉันจะเรียกเธอว่า "พระเพื่อน" ส่วนดิฉันสวยซนอ่อนวัยกว่า ก็ "พระแพง" ซิคะ เรียกกันคำ ๆ ค่ะ เพราะส่วนใหญ่เราจะจิกเรียกกันประมาณ "อีเพื่อน" "อีแพง" แล้วถ้ายังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็อาจจะเติมคุณศัพท์ต่อท้ายให้แรงแสบถึงตับเล่น แต่จะไม่ใช่เรียกคุยกันเวลาอยู่ต่อหน้าพระพี่เลี้ยงเด็ดขาด เราจะเรียกตัวเองว่า "ผม" และเรียกคู่สนทนาวา "คุณ" หรือ "เณรxxx" ต่อท้ายด้วยชื่อ แล้วแต่โอกาสและความพลาด ส่วนใหญ่ไม่ค่อยพลาดค่ะ เพราะถ้าเกิดเผลอตะโกนเรียกอีแพง ตอนเดินไปฉันเช้า มีหวังโดนพี่เณรที่คุมพวกเรา ดึงหูยานซิคะ โทษฐานพูดจาไม่น่าฟัง
พอดิฉันจับคู่กันได้ อะไรก็ต้องสนุกเป็นทวีคูณค่ะ คือเณรทั้งหมดรู้กันดีว่า อีสองตัวนี่กะเทย ไอ้พวกที่ชอบแหย่เล่น ก็จะล้อเลียน แล้วก็แซวเวลาเรากระโจมอก (ก็เอาผ้าอาบน้ำฝนนั่นแหล่ะ นุ่งสูงขึ้นมาระดับอก) เดินถือขันลงไปห้องอาบน้ำ เป็นสาวเป็นนางเราก็ต้องรักนวลสงวนตัวชิมิคะ ทีนี้พวกเณรโต ๆ หื่น ๆ หน่อย ก็จะมาแนวหมาหยอกไก่ค่ะ แต่พวกมันเอ๊ย เณรพวกนั้นไม่ได้รู้ค่ะ พวกเราไม่ใช่ไก่ธรรมดา แต่เป็นไก่ชนพันธุ์กะเทย พร้อมที่จะกินพวกมัน กินกลางตลอดหัวเชียวค่ะเมิง แล้วไอ้ที่อาบน้ำอยู่ดีไม่ว่าดี แล้วหันมาถามว่า อยากดูอะไรไหม ดิฉันก็หันไปตอบด้วยเสียงไร้เดียงสาว่า "ดูอะไรเหรอ พี่เณร" พวกเณรสองสามคนที่โตกว่าดิฉัน น่าจะอยู่ม.สี่ มั้งคะ ตัวโตกว่าดิฉันโขอยู่ ก็หันไปหัวเราะ แล้วก็บอกให้ดิฉันกับองค์เพื่อนไปใกล้ ๆ ดิฉันก็ทำโง่ค่ะ แต่เพื่อของดีก็เข้าไปประชิดตัวแต่โดยดีไม่มีเล่นองค์ แล้วพี่แกก็บอกให้ก้มมาดู ดิฉันก็ก้มก่อนองค์เพื่อนค่ะ เห็นหนอนชาเขียว ที่ขนาดจัมโบ้มาก พอองค์เพื่อนยื่นมาดูมั่ง ก็กรี๊ดกันใหญ่เลยค่ะ วิ่งหนีไป ไม่อยากดู (จริตน่ะค่ะ กระแดะประสากะเทย) พี่เณรจอมทะลึ่ง ก็วิ่งเปิดผ้าอาบ โชว์หนอนตัวเขื่องให้เห็น แล้วหัวเราะชอบใจกันใหญ่ กว่าจะเลิกเล่นกันได้ ก็โดนด่ากันไปตามระเบียบ แต่องค์เพื่อน องค์แพงก็ฝันดีไปหลายคืนเชียวค่ะ ได้เห็นของดี โดยเฉพาะองค์เพื่อน เธอเวอร์จิ้นเหลือเกินเจ้าค่ะ บอกดิฉันว่า เพิ่งเคยเห็นหนอนในดงหญ้าทึบเป็นครั้งแรก ใจสั่นล่ะเธอ ฉันเป็นอะไรเนี่ย ดิฉันก็ตอบไม่คิด
"ก็เป็นกะเทยอ่อนโลกไงคะหล่อน"
นอกจากจะโดนแซว โดนแหย่ จากเณรด้วยกันแล้ว ซึ่งก็ไม่หนักหนาสาหัสอะไรค่ะ เรื่องแค่นี้ไม่สะเทือนสาวแรงอย่างพวกเราเด็ดขาด คือถ้าเรายิ่งไปกลัว หรือยิ่งแสดงออกว่าเราไม่ชอบ มันก็ยิ่งเพิ่มดีกรีการรังแกเรา เพราะงั้นมันลามกมา ก็ทะลึ่งกลับ มันให้ดู ก็ดู มันให้จับ ก็เอ๊ะอะไรคะ อะไร จะให้สาวน้อยไปจับของสงวน ไม่คิดนานขนาดนั้นหรอกค่ะ จับซิคะ แต่ไม่ได้ทำอะไร เพราะรู้ว่ามันแค่ทะลึ่งกันเท่านั้นเอง ส่วนพระพี่เลี้ยง กับพี่เณร ค่อนข้างเอ็นดูพวกเราค่ะ คือโดยปกติ ถ้าไม่นับเดินสกิ๊บเป็นกะเทยเริงร่า แล้วก็ตูดบิดแข่งกันสวย เราก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหาย จึงเป็นคู่หูดูโอที่พระท่านจะเรียกใช้เราไปทำโน่นทำนี่ และที่เราทำบ่อยที่สุดก็คือไปนวดค่ะ อ๊ะ ไม่มีอะไรในกอไผ่ค่ะ เพราะเราเป็นเด็กค่ะ ท่านก็เรียกเราไปนวดเนื้อนวดตัว แล้วก็สอนเราไปด้วย คือท่านเองก็ไม่ได้พูดอะไรตรง ๆ แต่ก็พยายามบอกเราในขณะถวายการนวด
"เกิดเป็นผู้ชาย ก็ต้องทำตัวให้สมชาย พ่อแม่จะได้ภูมิใจ มาบวชแล้วต้องทำตัวให้เหมาะสมนะเณรนะ ญาติโยมเขาจะได้ชื่นใจ ไม่รู้สึกลำบากใจเวลาใส่บาตร พวกเขาให้ชีวิตเรานักบวช รู้ไหม บลา บลา"
ก็เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวาค่ะ แต่ก็รับฟัง เด็กน่ะไม่ค่อยเข้าใจอะไรเกินห้านาทีหรอก เชื่อดิฉันเถอะ แต่ท่านก็หมั่นเรียกไปนะคะ นวดมั่ง เอาผ้าไปซักมั่ง ถูกุฏิมั่ง แล้วแต่จะเรียกใช้ พวกเราก็ไปค่ะ เพราะมันดีกว่าอยู่แต่บนศาลาแล้วก็เป็นเป้าให้พวกทะโมนมันแทะโลม กะเทยน้อยก็รักตัวสงวนจิ๋มเหมือนกันนะ คือถ้าไม่หล่อ อย่าหวังได้แอ้ม เอ๊ะยังไงกันอีนี่ เอาเป็นว่า ดิฉันและองค์เพื่อนก็เต็มใจที่จะไปรับใช้หลวงอาท่านตามโอกาส ตามกำลังของเด็กจะทำได้น่ะค่ะ ซึ่งบางครั้งท่านก็ให้ขนมนมเนยที่ท่านไม่ฉันมามั่ง ตอนสึกท่านยังให้พระบูชาคนละองค์เลย
ว่ากันตามจริงแล้ว คนหล่อนั้นหายากค่ะ แต่แอ๋วว่าคนนั้นหล่อ คนนี้หล่อ ก็เพราะเด็กด้วย ใครใจดีด้วย ใครดูเป็นผู้ใหญ่กว่า หน้าตาไม่แปลกประหลาด ก็เข้าแก๊บแล้วล่ะ ไม่ได้เลือกอะไรมากนัก พี่มั่นคง เป็นลูกศิษย์วัด จะให้หล่อนายแบบ หรือดูเหมือนหลุดแม็กกาซีนก็คงไม่ใช่ แต่ด้วยความที่เป็นเด็กหนุ่มแรกรุ่น กำยำเพราะทำงานหนัก แล้วก็ผิวพรรณแบบลูกชาวนาของแท้ มันก็เปล่งรัศมีความหล่อกระแทกตากะเทยได้ไม่ยาก ไม่งั้นแอ๋วจะแวะเวียนไปเยี่ยมพี่เขาออกบ่อยเหรอคะ บางวันก็แอบไปอาบน้ำด้วย เพราะจะกะเวลาแม่นว่าลุกศิษย์จะลงไปอาบน้ำตอนไหน สนุกกว่า เร้าใจกว่าอาบน้ำกับเณรหื่น ๆ ที่ศาลาหลายขุมนัก คือ ลูกศิษย์แม้จะรู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรกับเณร แต่โดยหลักปฏิบัติ ลูกศิษย์วัดร้อยละ ๙๙ มองเณรเป็นแค่เด็กห่มเหลืองเท่านั้น บางทีก็ไม่ได้เคารพนับถืออะไรนักหรอกค่ะ อันนี้เจอมากับตัว และค่อนข้างชินกับแนวคิดและการปฏิบัติต่อกันแบบนี้ ธรรมดาซะแล้ว
แอ๋วเองปลื้มพี่เขามากถึงมากที่สุดค่ะ แต่ก็ยังน้อยกว่า "หลวงพี่ตาคม" ที่มาเล่านิทานให้ฟังแทบทุกคืน หน่อยนึง คืองี้ค่ะ หลวงพี่ท่านเป็นพระใหม่ที่มักจะคลุกคลีตีโมง และใช้เวลากับสามเณรภาคฤดูร้อนในตอนค่ำ ซึ่งป๊อปมากในหมู่เณรรุ่นเด็ก พอเห็นหน้าก็แทบจะตะกายกัน เพื่อหาจุดดีที่สุดในการฟังนิทาน บางทีหลวงพี่ก็ใจดีให้ไปนั่งตัก ตอนนั้นแอ๋วก็ตัวเล็กอยู่ ได้นั่งตักมั่ง นั่งแถวหน้ามั่ง ก็ตามประสานะคะ ตอนนั้นบอกตามตรง ยังไม่เข้าใจเรื่อง "ความต้องการทางเพศ" เท่าไรนัก รู้แค่ว่าบ้าคนหล่อเท่านั้นเอง ไม่ได้รู้สึกอะไรไปกับความต้องการทางเพศทั้งของตัวเองและของคนอื่น เพราะงั้น มันจึงไม่ได้มีอะไรนอกเหนือไปจาก กะเทยเด็กบ้าผู้ชายเท่านั้นเองน่ะค่ะ
แต่ในดงสัตบุรุษ ก็ย่อมมี "ปิศาจ" แฝงตัวอยู่ ปะปนอยู่ด้วย ซึ่งไม่มีอะไรแปลกแตกต่าง นอกจากความประพฤติ แอ๋วและเพื่อนก็ยังเด็กและอาจจะรู้ไม่เท่าทันความคิด และความต้องการเบื้องลึกบางอย่างของคนที่แค่ห่มเหลืองแล้วอาศัยอยู่เปลืองข้าวสุกไปวัน ๆ ใครจะเชื่อละคะ เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองและเพื่อน อย่างที่บอกล่ะค่ะ ความอัศจรรย์ที่เรายังไม่ต้องการ เนื่องจากมันไม่ถึงเวลา แต่เราก็กลับรู้และจำใจต้องรับมัน อย่างที่เราต้องจดจำไปตลอดชีวิต คือถามแอ๋วว่าแคร์ไหม ตอนนั้นก็แคร์ล่ะค่ะ ทั้งนี้และทั้งนั้น แอ๋วก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ผ่านมาได้ยังไง อาจจะเป็นเพราะธาตุแท้ของกะเทยนั้น เปลือกนอกจะดูแด๊ะแด๋ และหาสาระแก่นสารไม่ได้ ความเป็นจริง มันมีอะไรมากกว่านั้นค่ะ ไม่งั้นพวกเราจะต่อกรกับความอ่อนแอ ความโง่ และประสบการณ์ที่เด็กไม่ควรจะได้รับในวัยที่ไม่ควรจะรับรู้ โดยยอมรับมัน ยืดอก สลัดมันทิ้งไป หลังจากที่มันเกิดขึ้นกับพวกเราแล้วด้วยน้ำมือของ "มารศาสนา" ตัวนี้
ปัดจิ๋มลิขิต
-
เฮ้อ เจาะละเอียดดีไหมนะ ???
-
หรือว่าจะข้าม ๆ แล้วจบมันตอนหน้าเลย กรี๊ด ง่ายดี
-
แอ๋วทราบดีค่ะ คนอ่านหลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับสไตล์เล่าเรื่ืองแบบนี้ มันไม่เอ็กซ์พอ แต่มันคาบเกี่ยวน่ะค่ะ บางครั้งก็อยากจะเล่าให้มันโจ๋งครึ่มกว่านี้ ไว้ซีรีส์หน้าละกันนะคะ พอจบแล้ว ก็จบเลย อิ อิ ถือเป็นงานเขียนทดลองของกะเทยสวยละกัน
-
ขอบคุณสำหรับคนที่ติดตามอ่านมาตลอดนะคะ