รักเหนือม่วง (2)
posted on 27 Oct 2007 21:17 by madambuffalo in GayFictionตอนที่ ๒ แด่เพื่อนผู้จากไป
พอเราพ้นเขตจังหวัดนครปฐม เราก็เลี้ยวรถเข้ามาสู่ตัววัดในอำเภอเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสนใจ ด้วยการเหยียบประหนึ่งตีนผีของนังตั๋น เพราะมัวแต่เอ้อระเหยระหว่างทาง ทำให้เราทั้งหมดเกือบจะไปไม่ทันงานบุญครั้งนี้ ที่พวกเราสู้อุตส่าห์รวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อมาทำบุญถวายสังฆทานอย่างตั้งใจ โดยเลือกวัดที่ตั้งอยู่ในเขตที่ไกลตัวเมืองออกไป ก็ไม่รู้จะลำบากไปทำไมนะครับ แค่อยากมาเปลี่ยนอะไรให้แตกต่างไปออกไป อยากเปลี่ยนบรรยากาศก็เท่านั้น
"นี่นังปันปัน ถึงวัดแล้ว เร็วเข้า จะได้ย้ายหล่อนไปเมรุแล้วเผาเลย สัปเหร่อรอแกอยู่"
"ต๊าย เจ๊นี่ ใครบอกว่าลุงสัปฯ เขารอหนู เขารอสับขอตรงเหนียงเจ๊ต่างหาก"
"อ๊าย อีนี่เถียงคำไม่ตกฟาก เดี๋ยวแม่ตบด้วยหลุยส์ซะเลย"
"ไม่ได้หรอกค่ะเจ๊ อยู่กับเจ๊ต้องหัวไว ไม่งั้นเจ๊ก็กัดปันปันตายข้างเดยวซิคะ
"ย่ะ แม่หัวไว แม่คนเก่ง ลงซิยะ ไปเปิดประตูให้หลวงแม่ลงด้วย"
นังปันปันวิ่งดุ๊ก ๆ อ้อมรถไปอีกด้าน เพื่อเปิดประตูให้พระของเราออกจากรถได้โดยสะดวก เราทุกคนผม นังตั๋น นังปันปัน แล้วก็พี่มาย ออกมายืดแข้งยืดขาได้แป๊บเดียว ก็ต้องตาลีตาเหลือกขึ้นไปบนศาลาการเปรียญเก่าคร่ำคร่า แต่ยังดูมั่นคงแข็งแรง พระท่านและชาวบ้านมากันเต็มศาลาแล้ว เพราะเป็นวันธรรมสวนะด้วยกระมังครับ คนถึงดูหนาแน่น คีกคักไปด้วยลูกเล็กเด็กแดง คนเฒ่าคนแก่นั่งกันละลานตาเต็มศาลา ส่วนพระท่านก็นั่งกันเป็นระเบียบบนอาสน์สงฆ์ เรียงไล่ตั้งแต่หลวงพ่อหัวัดจนมาถึงน้องเณรน้อยข้างท้าย ที่กำลังพยายามไม่ทำหน้าเป็น เพราะหลวงพี่พระพี่เลี้ยงนั่งส่งสายตาปรามไว้เป็นระยะ เราจึงนิมนต์หลวงแม่ของเราไปบนอาสน์สงฆ์ ส่วนเราที่เป็นสีกา เอ๊ยญาติโยมก็มานั่งรวมกับชาวบ้านด้านล่าง เตรียมฟังสวดมนต์ แล้วก็เทศนาในเวลาต่อมา
พวกเราประหนึ่งเหมือนศูนย์กลางความสนใจ เพราะด้วยการแต่งตัวของเราทุกคน ถ้าไม่มีใครมองก็ต้องเดาได้เลยว่าตาบอดสี ยังดีที่ผมบังคับให้นังตั๋นใส่เสื้อคลุมทับอีกชั้น ไม่งั้นคนเฒ่าคนแก่อาจจะหัวใจวายกับการแต่งตัวของนังกะเทยนี่ งานบุญจะกลายเป็นงานอัปมงคลไปเพราะพวกเราเหล่าคนบาปซะฉิบ หลังจากมรรคทายกนำของศีล ด้วยคำอาราธนาศีล ตามด้วยอาราธนาพระปริตรแล้ว พวกเราก็นั่งฟังพระท่านสวดมนต์อย่างโดยสงบ ทุกอย่างบนศาลาดูเหมือนจะถูกหยุดไว้ด้วยความขลังของมนต์บทต่าง ๆ ที่พระท่านสวดอย่างน่าฟัง พอจบเราก็กล่าวตามคำถวายสังฆทานของลุงมรรคทายกอย่างกระท่อนกระแท่น เพราะนานทีปีหนเราจะเข้าวัดกันซะทีนึง ในที่สุดก็ถึงเวลาประเคนภัตตาหาร พวกเราก็แยกย้ายกันไปถวายอาหารที่นังตั๋นเตรียมไว้ ใส่ถ้วยหับสำรับอย่างดี ถวายหลวงพ่อเจ้าอาวาส กราบขอพร ท่านก็ทักทายกลับมาด้วยเมตตา ส่วนผมเองก็ยกสำรับไปถวายหลวงแม่ และคอยปรนนิบัติพัดวีท่านอยู่ข้างวงข้าวที่ท่านนั่งฉันร่วมกับพระรูปอื่นอยู่
ระหว่างนั้น นังปันปันกับนังตั๋นก็เริ่มหันมากัดกันเอง มันก็น่าอยู่หรอกไม่แปลกอะไรนักในสายตาผม เพราะทั้งคุ่ไม่เคยญาติดีกันเกินห้านาทีเลยตั้งแต่รู้จักกันมา นังตั๋นเป็นกะเทยเฉาะแล้ว ที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อทำตัวเองให้ใกล้เคียง "ผู้หญิง" มากที่สุด มันอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบจากการทำงานสารพัด นังนี่มันก็เก่งพอตัว งานสารพัดมันทำหมดตั้งแต่แต่งหน้าเจ้าสาว ถ่ายรูปนอกสถานที่ จัดดอกไม้งานมงคลยันไปถึงงานศพ และอีกนับไม่ถ้วน เพียงเพื่อทำฝันที่มันตั้งไว้เมื่อครั้งมันรู้ตัวแล้วว่า มันไม่เคยรู้สึกดีกับ "ส่วนเกินของชีวิต" นังตั๋นก็เลยไปให้หมอเลาะออก จากเครื่องเพศที่ทำหน้าที่รุกล้ำ กลายเป็นอีกสิ่งที่ทำหน้าที่ตั้งรับแทน ไม่รวมหน้าอกหน้าใจที่ทำมาซะกลมเหมือนซาละเปา นังนี่หมดเงินไปหลายเลยครับกับการขึ้นเขียงแปลงร่างฝืนธรรมชาติจนได้อย่างที่ตัวเองต้องการสมใจ แม้จะต้องทำงานหัวโตหน้ามัน เพื่อเก็บเงินไปทำหน้าอีก
"ฉันว่า แกเก็บเงินไว้กินยามแก่ยามเฒ่าไม่ดีกว่าเหรอนังตั๋น จะไปอะไรนักหนากับหนังหน้ามาก
นักวะ แกก็ได้จิ๋มเป็นของตัวเองสมใจแล้ว จะไปยุ่งกับดั้ง กับคางอีกทำไม"
"ไม่ล่ะ ไหน ๆ ฉันก็ลงทุนไปเยอะแล้ว จะเหนื่อยอีกนิดแล้วได้หน้าสวยพริ้ง ถึงจะสวยด้วยมีด
หมอ ฉันก็ยอม มันเป็นฝันของฉันนะแกนังภูมิ แกคงไม่เข้าใจหรอก"
"แกแน่ใจเหรอว่า ทำแล้วแกจะออกมาสวยเท่าปรียานุช อย่างที่แกอยากได้"
"ไม่รู้ล่ะ ฉันเปิดแคตตาล้อก จิ้มหน้าแบบนี้ คางต้องคนนี้ หมอก็โอเคนะแก
ฉันจ่ายไม่อั้น เพราะฉะนั้น ฉันก็ต้องหวังสูงแหล่ะนังภูมิ"
"เออ งั้นแกก็ทำไปเถอะ ขี้เกียจห้ามปากเปียกปากแฉะแล้ว"
จนถึงวันนี้ นังตั๋นก็ไม่เคยพอใจกับสิ่งที่โดนกรีด ชำแหละ ตัด เฉพาะ เสริม ดันมาสารพัด จนพวกเราในกลุ่ม ไม่รู้จะสาธยายยังไงให้มันสำนึก หรือเลิกบ้าซะที มันก็ออกมาสวยดีอยู่หรอก แต่มันสวยแข็งไม่ธรรมชาติ มันก็เถียงว่า นี่ทำจากหมอมือหนึ่งของเมืองไทยเชียว ล่าสุดก็เพิ่งไปขอให้หมอยกคิ้วให้นิดนึง จะได้ดูหน้าตาเย้ายวนเต่งตึงขึ้น ขนาดเพิ่งพักฟื้นหายจากครั้งที่แล้วไม่นานแท้ ๆ ดีที่มันหาเงินเก่ง ไม่งั้นก็คงต้องเลาะเนื้อตัวเองกินไปนานแล้ว เอาเป็นว่า มันก็ยังวิ่งค้นหาความสวยงามสมบูรณ์แบบของมัน ตามประสากะเทยไม่รู้จักพอต่อไป
ในขณะที่นังปันปัน กะเทยรุ่นเยาว์กว่าหน่อยนึง อันที่จริง "ปัณณารส" เป็นชื่อเต็มของมัน แปลว่า สิบห้า เพราะมันเกิดวันที่สิบห้า แต่มันชอบให้เราเรียกว่า "ปันปัน" ด้วยออกเสียงแล้วดูน่ารัก มันว่าอย่างนั้น ไอ้เราก็ไม่อยากขัดเพื่อน ว่าไงว่ากัน ทั้งที่ความเป็นจริงมันแทงตา ต่อให้นังปันปันทำตัวน่ารัก เหมือนจะน่ารักแค่ไหน มันก็ดูแย่ลงเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรสนิยมในการแต่งตัวที่ไม่เคยแก้หาย ดูยังไงก็เหมือนผีขนุนแถวคลองหลอด หรือดูเหมือนสาวโรงงานช่วงต้นเดือน ทั้งที่หัวจดเท้าแบรนด์เนมทั้งนั้น ไม่มีอะไรสักอย่างในตัวนังปันปันเป็นของตลาดนัด หรือของไม่ไฮโซ แต่ไหงรวมกันแล้วดูสำเพ็งประตูน้ำมากอย่างไม่น่าเชื่อ อาจจะเป็นหุ่นแย้ลงพุงของมัน รวมกับหน้าตาที่แป๊ะล้ำขนาดนั้น ก็เลยไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นด้วยเม็ดเงินที่ลงไป
ผมเองระหว่างคอยประเคนข้าวประเคนน้ำหลวงแม่การะเกดอยู่ ก็หันไปมองอีสองตัวนั่นเป็นระยะ ด้วยเห็นแล้วว่า นังลิงแสมตูดแดงสองตัวนี้ คงไม่ช้าก็จะเริ่มออกฤทธิ์ เท่าที่เห็น มันก็เริ่มส่งสายตาเย้ายวนที่พระนวกะ จนพระท่านนั่งกันไม่ติด ฉันไม่ถนัด จนผมต้องยิงสายตาปราม มันก็สะบัดหน้าใส่ ทำเป็นไม่สน หันไปแซวคุณลุงคุณป้าแถวนั้นแทน ก็ยังดี ไม่งั้นนรกกินกะบาลตาย ปล่อยให้มันแรด ๆ ใส่ชาวบ้านไปก็แล้วกัน ผมเองนั่งไม่ไกลจากอีสองตัวคู่เวรคู่กรรมไม่เท่าไร จึงได้ยินบทสนทนาจิกกันมาโดยตลอด
"นี่เจ๊ ดูซิฉันว่าหลวงพี่องค์นั้นงามนะเธอ เสียดายไม่น่าบวชอยู่เลย" นังปันปันเริ่มเอาหางแหย่หลุมอเวจี
"ว้าย ว้าย ต้องตรงนั้น เห็นน้องเณรนั่งตรงนั้นไหม หล่ออ่ะ ดูซิยิ้มให้ฉันด้วย" นังตั๊นก็ไม่แพ้ที่จะพร้อมลงนรกไปด้วยกันพร้อมกับคู่กัดของมัน
"แต่ฉันสงสัยอ่ะเธอ พระท่านหันมามองเธอแล้ว ท่านจะไม่ลำบากเหรอปันปัน"
"ทำไมล่ะ แหมอีเจ๊ก็ คนสวยก็งี้แหล่ะ ทำไงได้ ปันปันชินแล้วค่ะเจ๊"
"เปล่า ฉันเกรงว่าท่านจะฝันร้าย แล้วก็ไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม เพราะเห็นหน้าอีเห็นของหล่อนน่ะ"
"กรี๊ด อีเจ๊ตั๊น อีกะเทยของเทียม พูดแบบนี้ ฉันไม่สวยตรงไหน ออกใสไฮโซน่าหม่ำ"
"ตรงไหนกัน ฉันเห็นแต่ของบูดของเน่า เต็มร่างแกไปหมด" นังตั๋นยังกัดไม่จบไม่สิ้น
นี่ถ้าตรงหน้าผมมันคือภาพของเด็กห้าขวบทะเลาะกัน เถียงกันคอเป็นเอ็นว่าใครดีกว่ากัน ผมคงไม่รู้สึกรู้สมอะไร ตรงกันข้าม ผมรู้สึกว่า อีเพื่อนสองตัวเนี่ยเริ่มไปกันใหญ่แล้ว จนต้องจิกตาปรามกันอีก แล้วก็อาศัยหลวงแม่ใช้สายตาร่วมด้วยช่วยกัน นังสองตัวถึงได้เลิกกัดกันไปอีกพักใหญ่ ในที่สุดพระท่านก็ฉันเสร็จ เริ่มให้ศีลให้พร เราก็กรวดน้ำกัน
จากนั้น เราก็นิมนต์พระสี่รูปรวมทั้งหลวงแม่การะเกดเพื่อถวายสังฆทาน และถวายผ้าอาบน้ำฝน กันที่ริมกำแพงในสุสานหลังวัด การทำบุญครั้งนี้ ผมยังไม่ได้บอกใช่ไหมครับว่า เรารวมตัวกันเพื่อทำบุญไปให้กับเพื่อนคนหนึ่งของเรา ที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ และได้ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงเถ้าธุลีที่เก็บไว้เพียงน้อยนิดในช่องกว้างยาวลึกไม่เกินคืบ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ครั้งหนึ่งนี่คือคนที่เคยมีชีวิต และเป็นสหายรักมาตลอดจนกระทั่งลมหายใจเฮือกสุดท้าย เจ้าแตงโม กะเทยที่ไม่มีคำว่า เป็นไปไม่ได้อยู่ในสารบบความคิดของเพื่อน
ช่วงขากลับจากการทำบุญ ไม่มีใครพูดอะไรกัน หรือจิกกัดกันเหมือนขามา นังตั๋นเหนื่อยไม่อยากขับ แตะมือสลับกับพี่มายเป็นคนขับแทน พอถึงนครปฐมค่อยแตะมือกลับอีกที เรานั่งกันเงียบจนรู้สึกอึดอัด ผมเองกำลังนึกถึงภาพในอดีตที่เคยนังแตงอยู่ด้วยในทุกช้อตของความทรงจำ และทุกคนในรถก็คงนึกถึงไม่ต่างกัน
เพื่อนคนนี้ให้ความทรงจำทั้งดีและร้ายกาจในเวลาเดียวกัน
ปัดจิ๋มลิขิต
-
เป็นแนวทดลองของเดี๊ยนนะคะ ถ้าเขียนแล้วไม่มีใครอ่านก็คงเลิกฮ่ะ
-
ไม่มีมูลความจริง หรือถึงมีเดี๊ยนก็ไม่บอก
-
ลองอ่านไป รับรองว่าดีกว่าอ่านโบรชัวร์ขายรถหน่อยนึง เชื่อเจ๊
-
อย่าพยายามโยงกับชีวิตเดี๊ยน มันแค่นิยาย นะคะ ตามนั้น