รักเหนือม่วง (1)
posted on 27 Oct 2007 14:50 by madambuffalo in GayFictionตอนที่ ๑ เพื่อนกลุ่มเหนือม่วง
ขณะเสียงโทรศัพท์ดังไม่หยุด สิ่งมีชีวิตในผ้าห่ม ก็โผล่มือออกมาเปะปะควานหาต้นเสียง อย่างหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะการนอนหลับแสนสบาย แล้วพอกดรับสาย ก็มีเสียงแปดหลอดพล่ามโวยวายดังลั่นลอดออกมาดังลั่นไปหมด จนหมดอารมณ์ที่จะมาสสุขกับการนอนในเช้าวันหยุด
"นังภูมิตื่นหรือยังยะ นี่ถ้าแกยังไม่งัดร่างตัวเองออกมาจากเตียง ณ บัดนาว ฉันจะไขประตูเข้าไป แล้วขนเอาหนังโป๊แกที่สะสมไว้ไปทิ้งถังขยะให้หมดเลยแก"
"เฮ้ย อีตั๊น กูกำลังนอนสบาย ๆ มีอะไร ยุ่งจังวะอีนี่"
"นี่หล่อน วันนี้เราต้องไปทำบุญ ชิมิ ลืมไปแล้วเหรอ ไหนจะต้องขับรถไปอีกไกลด้วย แกสัญญากับฉันแล้วนะว่าจะไปด้วยกัน ไม่รู้ล่ะ หล่อนต้องสร่างเมาซะเดี๋ยวนี้เลย ฉันจะรอแกอยู่ในรถ จอดอยู่หน้าคอนโดแกนี่แหล่ะ"
"เออ กูตื่นแล้ว ไม่ต้องขู่ฟอดแฟด ขอเวลาสิบนาที เดี๋ยวลงไปเหยียบหน้าหล่อน"
"ย่ะ พ่อเทพบุตร แค่นี้นะ แล้วเจอกัน"
ผมเองคือสิ่งมีชีวิตที่ว่า พอวางหูโทรศัพท์ ผมก็พยายามลุกขึ้นมานั่งตั้งสติ รวบรวมสัมปชัญญะที่กระจัดกระจายไปทั่วสมอง เมื่อคืนคงจะเมาหนักไปหน่อย เลยลืมไปว่า เช้าวันรุ่งขึ้นผมกับเพื่อนพ้องกลุ่มเดียวกัน จะไปทำบุญที่วัดในต่างจังหวัด อ้าว สวัสดีครับ ผมทักทายคุณกันหรือยัง คุณคงจะต้องติดตามเรื่องราวของผมและผองเพื่อนกันไปไม่ขาดระยะนะครับ เพราะพวกเรามีอะไรมากมายที่น่าค้นหาติดตาม อย่างแรก เราไม่ใช่ผู้ชายธรรมดาสามัญอย่างที่เครื่องเพศของเป็นจำกัดให้กลายเป็นเพศผู้ไปโดยปริยายตั้งแต่แข่งกับพี่น้องสเปิร์มนับล้าน แล้วเอาชนะจนได้มานั่งเล่าเรื่องให้คุณฟังอยู่นี่ไง
ผมชื่อ "ภูมิภวัน" ครับ พ่อผมตั้งให้ด้วยศาสตร์แห่งการขนานนาม กางตำรากันสุดฤทธิ์ เพราะเป็นลูกชายคนโต พ่อและแม่ตั้งความหวังกับผมมาก อยากให้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นทหารหรือรับราชการอะไรก็ได้ที่น่าจะเป็นที่เชิดชูของครอบครัว ชื่อผมแปลว่า "ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน" แต่พอเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มใหญ่ ไฉนภูมิภวัน ผู้น่าจะองอาจอาชาไนย กลายเป็น "นังภูมิ" แสนแรดเปรี้ยว ของเพื่อนไปซะฉิบ ก็แหม ผมยังไม่ได้บอกเหรอครับว่า ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มสเปคตรัมเหนือม่วง ว้า....ทำหน้ามึนกันหมดล่ะซิ ก็ผมน่ะเกิดมาเพื่อต้องตาต้องใจผู้ชายด้วยกัน และเป็นที่เจริญหูเจริญตาของเพศเดียวกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ เพียงแค่ไม่เข้มข้น รัศมีม่วงแรงความเข้มข้นเกินใครเหมือนในปัจจุบัน เรื่องแบบนี้ เป็นใครก็ต้องเรียนรู้ ต้องใช้เวลาหน่อย ถึงจะได้เติบใหญ่ เป็น ผู้ชายเหนือม่วงที่คงเสน่ห์และไม่เคยสักครั้งที่จะหันไปแลสาวงามแท้ ๆ สักนิด
พอผมอาบน้ำ แต่งตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าโดยเลือกแบบที่สุภาพที่สุด ด้วย "เรา" กำลังจะไปในสถานที่ปฏิบัติธรรม ดังนั้นการแต่งตัวแรงจัดอย่างที่ผมคุ้นเคยและชื่นชอบ ก็คงต้องลดดีกรีลง และคิดว่า "เพื่อนสาว" ของผมที่รอหน้าเป็นตูดเป็ดอมโรคอยู่ในรถก็คงคิดไม่ต่างกัน ซึ่งผมคิดผิดครับ อีตั๊น หรือ ชื่อแมนโคตร "ตันตระ" มันไม่ได้ดูกาละเทศะเลยครับ ดูมันแต่งตัวมาซิ เสื้อบางผ้าชีฟองสีฟ้าน้ำทะเล ตัดกับเสื้อในสีน้ำเงินเข้ม เห็นเนินอกซิลิโคนที่หมอมอบให้อย่างถึงใจรำไร มองต่ำลงมากางเกงยีนส์สกินนี่อย่างที่สาว ๆ เดี๋ยวนี้นิยมกัน นังนี่ก็ไม่ยอมตกเทรนด์ เอากับเขาด้วย แถมหน้าก็แต่งฉ่ำโบ๊ะโก๊ะแตก ผมเผ้าเซ็ทมาอย่างประณีตบรรจง เฮ้อ เห็นแล้วก็อดกัดเพื่อนสาวคนนี้ไม่ได้
"หล่อนจะไปเล่นลิเกบนโรงงิ้ว หรือว่าไปทำบุญวะนังตั๋น แล้วมันไม่โป๊ไปหน่อยเหรอ ดูซินมหล่อน
ที่เพิ่งทำมามันจะหลุดทะลักออกมาไหมวะ"
"อ๊าย อีนี่ พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง จะให้เห่าให้ฟังอีกรอบใช่ไหมยะว่า เรากำลังไปทำบุญ
แล้วไม่ต้องมายุ่งกับนมฉัน "
"ก็เห็นแกแต่งตัวซะกะหรี่สวนลุมอายเลย"
"นี่หล่อน ใครจะสวยล้ำเหมือนหล่อนล่ะ จะได้ไม่ต้องตบแต่งอะไรมาก ก็มีเหยื่อมาติด ฉันมันเกิดมา
มีกรรม พระเจ้าท่านประทานพรมาให้ครบซะที่ไหน ฉันก็เลยขาด ๆ เกิน ๆ มันก็ต้องแปลงโฉม ประทินหน้ากัน
หน่อย ฉันไปวัดหน้าโล่ง ๆ ไม่ได้หรอกย่ะ เดี๋ยวพระท่านฉันอะไรไม่ลง จะบาปกรรมเปล่าๆ"
"อ้าว ฉันนึกว่าแก จะแต่งตัวไปอ่อยหลวงพี่ น้องเณรในวัดซะอีก"
"อีไพร่นี่ พูดแบบนี้ ดูถูกฉันนะเนี่ย ใครจะทำบาปทำกรรมแบบนั้น นรกกินหัวฉันพอดี ที่ฉันเลือกวัด
นี้ คือได้ข่าวว่ามีหลวงพี่ที่เพิ่งบวชไปใหม่ หล่อเชียวแหล่ะแก ว่าจะไปทำบุญถวายตัว เอ๊ยถวายเพล
ซะหน่อยนี่หล่อน เธอว่าฉันแต่งเข้มไปไหม"
"เฮ้อ กูว่าแล้ว เออ หล่อนสวยคงที่แล้วล่ะ มันไม่น่าจะดีหรือร้ายไปกว่านี้แล้วล่ะนังตั๊น"
"งั้นก่อนที่ฉันจะเหยียบสุดตีนไปให้ทันเพล ฉันขอตบแป้ง เติมหน้านิดนึงนะเพื่อน"
ผมส่ายหัวให้กับ "เพื่อนสาว" คนนี้อย่างเอ็นดูปนกับเอือมระอาในความเป็น "เจ้าแม่เมคอัพ" อย่างเหลือเกิน นังตั๊น หรือตันตระ ที่เพื่อนเกือบจะลืมไปแล้วว่าเพื่อนชื่อจริงว่าอะไร เพราะถ้าอีนี่อารมณ์ดี ก็จะเรียกตัวเองว่า ติ๊นา สมกับที่มันเคารพบูชานักร้องค่ายอากู๋เจ้าแม่ขาแด๊นซ์ ตัวแม่ของเราชาวกะเทยกันมานับสิบปี อีนี่ขาดผู้ชายไม่ได้ครับ แต่ถ้าให้เลือกระหว่าง "ผู้ชาย" กับ "เครื่องสำอาง" ไม่ต้องคิดเลยครับ มันบอกว่า ขอเลือกเครื่องสำอางก่อน ทำไมหรือครับ ? มันเคยให้เหตุผลว่า
"ถ้าฉันไม่สวย ไม่มีอะไรปกคลุมหลุมหน้า รอยหายนะของหนังหน้าฉัน ผู้ชายที่ไหนจะมาติดกับดัก ติดลอบฉันยะนังภูมิ แกก็รู้ฉันน่ะไม่สวยสั่งได้ หรือหล่อเลือกได้ เหมือนแกนี่ แต่ฉันมีเทคโนโลยีในมือ ผู้ชายหาไม่ยากหรอก แต่เครื่องสำอาง สารพัดอุปกรณ์ประทินโฉม ฉันต้องให้ความสำคัญอันดับหนึ่งซิยะ เพราะฉันสวยด้วยแปรงพู่กัน เลิศล้ำด้วยสีสันของแบรนด์เนม เลิศจะตายค่ะเธอ"
นี่แหล่ะเพื่อนสาวคนแรกในกลุ่มที่ผมแนะนำพอหอมปากหอมคอกันก่อน อันที่จริงกลุ่มเรายังมีอีกสามนางที่น่าจะทำให้กลุ่มเราเป็นที่น่าสนใจของคณ ๆ มากขึ้นนะครับ ระหว่างทางเราแวะไปรับ "ปันปัน" ลูกสาวเอ๊ยลูกชายร้านขายเครื่องสุขภัณฑ์ที่กำลังจะล้มตายไปกับระบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จของห้างใหญ่ คนนี้เป็นลูกครึ่งครับคุณ ครึ่งผีครึ่งคน หาความงาม สิ่งเจริญหูเจริญตาไม่ได้สักนิด และเป็นไม้เบื่อไม้เมากับนังตั๋นมาโดยตลอด เพราะต่างคนต่างคิดว่าตัวเองสวยกว่าอีกฝ่าย ปันปัน รูปร่างหน้าตาเป็นยังไง? อืม ขอผมคิดก่อน คุณเคยเห็นแย้แห้งเสียบไม้ไหม อีนี่ก็คล้ายกันแหล่ะครับ จะต่างหน่อยตรงที่เป็นแย้จานสีแสบตูด ที่มีสีหลักในตัวสามสี คือ แดง เหลือง น้ำเงิน ไม่เคยเกินเลย เปลี่ยนแปลงไปจากนี้ และมีรสนิยมในการแต่งตัวห่วยมากถึงมากที่สุด เท่าที่คบหากันมานังปันปันมันปลื้มอยู่แค่สีหลักพวกนี้ เคยพยายามทำให้มันหันมาชอบสีดูผู้ดีกว่านี้ มันก็ไม่ยอม บอกว่าไม่เซ้ลฟ์
"นี่หล่อนเดาซิว่า นังปันปัน มันจะใส่เสื้อผ้าสีอะไร"
"ใครจะไปรู้ล่ะ ฉันไม่ได้เป็นผัวมันนี่นังตั๋น จะได้แสนรู้ยุ่งเรื่องของมัน"
"ไม่รู้ล่ะ ฉันขอเดาว่า สีเหลือง และคงเป็นสีเหลืองดอกทองมาก ๆ ด้วย ไม่เชื่อคอยดู
เพราะเราจะไปหาพระใช่มะ มันก็ต้องขอกลมกลืนล่ะ ไม่เชื่อเทพธิดาพยากรณ์ตั๋น
ก็ให้มันรู้ไป"
เฮ้อ อีนี่ก็แม่นเหมือนจับวางตาเห็นเลยเชียวครับ นั่นไง เหลืองอ๋อยมาแต่ไกล รถยังไม่ทันเลี้ยวเข้าไปจอดหน้าร้าน อีปันปันก็ยิ้มฉีกถึงมดลูก เดินแด๊ะ บิดซ้ายบิดขวา ๆ มาที่รถ ด้วยเสื้อยืดรัดรูปแห้งแหงกโชว์พุงป่อง คอวีลึกไปถึงพุงมัน ไม่รวมกางเกงสีเดียวกับเสื้อ แต่คนละเฉดสี กระเป๋าโอเวอร์ไซส์แบบที่ไม่มีใครกล้าถือ รองเท้าผ้าใบสีเดียวกันอีก เวรกรรมจัญไรคนมองเหลือเกิน ดูรวมกันแล้ว ซิ้มไร้เทสท์ครับ แถมเป็นซิ้มร่างแย้ลงพุง ที่รัศมีความมั่นใจยังแรงกระแทกตาผมกับนังตั๋นเล่นเช่นเดิม นังปันปันแย้แม่สี
"นิมนต์คะหล่วงพี่ เพิ่งกลับจากบิณฑบาตเหรอคะ ถึงได้ห่มจีวรอยู่น่ะ เอาออกเถอะค่ะ เห็นแล้วร้อนแทน"
"อ๊าย อีเจ๊ตั๋น หานรกมาให้น้องปันปันแต่เช้าเลยนะคะ ใครบอกว่าจีวร นี่เป็นสีอินเทรนด์ช่วงนี้เลยนะคะเจ๊ ปันปันไม่อยากเอ๊าท์ค่ะ ก็เลยถอยมาใส่ ดูซิอาแหมะของปันปันยังชมเลยว่า สวยสดใสเข้ากับหน้าน้องปันปัน"
"หน้าแป๊ะยิ้มของแกล่ะซิ ฉันว่า" นังตั๋นกัดเข้าให้
มันค้อนให้วงเท่าบ้านมัน แล้วมันก็ชำแรกกายไปด้านหลัง นั่งเชิดเป็นกิ้งก่าได้ทองอยู่หลังรถ สลับกับตบตีจิกกัดกับอีนังตั๋นอย่างร่าเริง ประหนึ่งเราไปทัศนาจร ทัศนึกษาหาผู้ชายกันกลางทาง ไม่ใช่ไปทำบุญแม้แต่นิด ยังครับเพื่อนผมยังไม่หมด คนต่อมา เราจะไปรับกันที่นครปฐม เพราะปลายทางเราคือวัดแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดราชบุรี มันเป็นทางผ่านพอดี และเราก็โทรไปกระหน่ำหูเพื่อนคนนี้แล้วว่า ถ้าไม่พร้อม เราจะทิ้งมันไว้ หรือปล่อยให้รอนาน เราก็จะไม่แคร์ เพราะเราจะต้องไปรับสมาชิกรายต่อไปด้วย
บ้านของ "พี่มาย" เป็นโรงเรียนอนุบาลเอกชนขนาดเล็กน่ารัก พี่มายเป็นกะเทยรุ่นใหญ่ ที่เรารุ้จักคุ้นกับพี่มายมานานแสนนาน เป็นที่เคารพนับถือของเรา พร้อมกับเป็นเพื่อนที่คบหากันโดยไม่มีเรื่องของอายุ เราไม่เคยถามว่าพี่มายอายุเท่าไร พี่เขาก็ไม่เคยบอก และไม่ยอมบอก ได้แต่อ้อมแอ้มว่าสามสิบกว่ามาตลอด เท่าที่จำได้มันสามสิบมาหลายปีแล้วนะครับคุณ แต่นังตั๊นสาระแนอยากรู้แทบใจขาด ก็เลยสืบมาว่า พี่เขาน่ะอีกไม่กี่ปีก็ครึ่งศตวรรษแล้ว เราก็เลยชอบเรียกพี่มายว่า "พี่มัมมี่" เพราะพี่มาย แกดูเด็กเหมือนสต๊าฟไว้ด้วยมนต์มายาของอียิปต์มาก เด็กจนพวกเราต้องงอนหลายครั้งเวลาไปเที่ยวด้วยกัน ไม่มีใครเดาอายุพี่แกสูงกว่าสามสิบอย่างที่แกชอบบอกเลย ก็แหมเล่นประโคมอาหารเพื่อสุขภาพล้านเจ็ด ไหนจะครีมเทพแพงบรรลัย แนวลามงลาแมร์ รกแกะ รกเป็ด พี่แกกวาดมาใช้หมด นี่ไม่รวมออกกำลังกายสม่ำเสมอ กับอาหารเพื่อสุขภาพไขมันต่ำ ที่พี่แกจะให้ความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ก็โอครับ แล้วพี่เขาก็ไม่สาว ไม่ดอกทอง ไม่มั่ว รักใครรักจริง เพียงแค่ไม่มีผู้ชายมาให้รักเท่านั้นเอง ทั้งที่พี่มายไม่ได้ขี้เหร่เลย ไม่ได้ชมนะครับ แค่พี่เขาแก่ไปหน่อยอย่างเดียวเท่านั้น
ทีนี้ ก็เหลือสมาชิกเหนือม่วงรายสุดท้ายล่ะครับ คนนี้เอ๊ยจะเรียกไงดี ท่านไม่ได้เป็นมนุษย์น่ะครับ คือท่านพ้นสภาพไปแล้ว จะพูดไงดี มันคงจะแปลกนะครับ ถ้าผมจะบอกว่า เพื่อนของผมรูปนี้ เอ่อ ใช่ครับ ท่านเป็นพระสงฆ์องค์เจ้า หลายคนคงสงสัยใช่ไหม ไปดึงท่านมายุ่งด้วยทำไม ท่านรู้จักมักจี่กับพวกเรามาตั้งแต่ครั้งยังเด็ก โตมาด้วยกันโดยเฉพาะกับผม ท่านกรกฏ หรือ "หลวงแม่การะเกด" ของนังตั๋นที่ชอบเรียกท่านเวลาท่านเผลอ จนพวกเราชินชื่อหลังมากกว่าชื่อท่าน อย่าถามว่าท่านฉายาอะไร คนบาปอย่างพวกเรามาวัดแล้วไม่ร้อนรุ่ม เรียกชื่อท่านแล้วนรกไม่ตบปากก็บุญแล้ว ท่านหลวงแม่ฯ จึงเป็นประหนึ่งศูนย์กลางของเพื่อนกะเทยในกลุ่มที่จะมารวมตัว หรือเวลาใครมีปัญหาอะไร หลวงแม่การะเกดก็จะเป็นผู้คอยทำให้เรื่องต่าง ๆ ที่คิดว่าร้าย คลี่คลายกลายเป็นดี หรือร้ายน้อยลง เพราะท่านแม้จะเคยมีประสบการณ์อันโชกโชนในโลกโลกีย์ โดยเฉพาะผู้ชายพายเรือ แต่ท่านก็ตัดสินใจสละผู้ชายทั้งผอง มาบวชด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ใครก็ไม่เคยรู้ แต่ท่านก็ยังเมตตาคบหากับพวกเราอยู่เหมือนเดิม แม้ผมกับเพื่อน จะค่อนข้างห่าม และไม่รู้เรื่องราวของพระของเจ้าเท่าไร อันที่จริงพวกผมคิดว่าท่านเป็นเพื่อนคนหนึ่งเหมือนกัน เพียงแค่ท่านมีสถานะต่างจากเราเท่านั้นเอง แม้จะแซวท่านบ้าง หรือลามปามไปนิด พวกเราก็รู้ขอบเขตครับ เราแวะไปรับท่าน เพื่อนิมนต์หลวงแม่การะเกดไปฉันเพลในงานบุญครั้งนี้ด้วย แน่นอนท่านคงไม่มีชุดอะไรนอกจากสบง จีวร ย่ามหนึ่งใบ และร่มหนึ่งคัน เดินอย่างสงบมาขึ้นรถ ที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดมากมาย ยิ่งทำให้กลุ่มของพวกเราเป็นเป้าสายตา เพราะ เรามีนังตั๋นสีน้ำทะเล ที่ทำอกมาเท่ามรกต มณีฉาย นังปันปันที่นั่งหน้าบานและตัวเหลืองเหมือนดอกทานตะวัน ในขณะที่พี่ปันปัน มาในชุดพละสีน้ำเงินทะมัดทะแมง ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่บ้างตามอัธยาศัย ในขณะที่หลวงแม่การะเกดของเรามาในสมณสารูปที่สงบยิ่งกว่านังผี่ปันปัน ด้วยจีวรสีกรักเข้ม ซึ่งถูกห่มอย่างเนี้ยบงดงามน่าเชื่อถือ ส่วนผมก็มาในชุดขาวลินินทั้งตัว ด้วยเหตุนี้ รถเราจึงเหมือนกล่องสีเทียนติดล้อน่ะครับ แถมบรรยากาศในรถระหว่างทางไปทำบุญ นอกจากจะเฮฮาเกินพิกัดของผู้ร่วมเดินทางแล้ว ยังมีการเบรคแซวคนเดินข้างทางที่เป็นหนุ่ม ๆ ให้ตกใจกันเล่นอีกเป็นระยะ จนหลวงแม่การะเกดปราม ก็ยังไม่ค่อยจะฟังกัน นี่ผมยังหวั่นใจเลยครับว่า จะไปถึงวัดกันไหมเนี่ย
และการผจญภัยของเราก็เริ่มขึ้น ณ ตรงนี้ ผมหวังว่าคงมีคนสนใจกับบทเริ่มต้น และติดตามเรื่องราวของเรานะครับ รับรองมันคงไม่ใช่แค่ความสนุกที่คุณสัมผัสได้ มันมีอะไรมากกว่านั้นที่ต้องค้นหากัน แต่ก่อนอื่นผมคงต้องไปทำบุญกับเพื่อนก่อน แล้วจะมาเล่าสู่กันฟังในครั้งต่อไป