Homosexuality & Pedophilia
posted on 13 Nov 2007 18:58 by madambuffalo in AussieEngแอ๋วเองไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่า ตัวเองจะเป็นคนพูดเรื่องนี้ยกประเด็นขึ้นมาเสียเอง ทั้งที่อยากจะลืมมันไปให้หมด ไม่ว่าจะเอามันขึ้นมากระแทกหัวใจอีก แต่อย่างน้อยอยากให้คนทั่วไป แยกให้ออกระหว่าง "รักร่วมเพศ" (Homosexuality) กับ "ล่วงละเมิดทางเพศกับเด็ก" (Pedophilia) เป็นคนละพวกกัน และไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องกันเท่าใดนัก แต่คนส่วนใหญ่คิดว่า พวกที่ระบายความใคร่กับเด็ก หรือพวกที่ล่วงเกินเด็ก หรือ Child molester มักจะต้องเป็นเกย์ เป็นพวกผิดเพศ ในช่วงแรกข่าวคราวที่ออกมา ก็มีแนวโน้มเช่นนั้นค่ะ ในขณะที่เวลาผ่านไป รายงานการวิจัยและข่าวที่แพร่กระจายออกมาในเชิงวิชาการ พบว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของคดีล่วงละเมิดทางเพศ เกิดจากพวกที่เป็น Hetrosexual หรือคนที่มีพฤติกรรมทางเพศต่างเพศนั่นเอง
ความแตกต่างอันแรกก็คือ เกย์ไม่ได้เป็นความผิดปกติทางจิต (Mental disorder) แต่เป็นความพึงพอใจในเพศรสที่แตกต่างกันออกไป (Sexual Orientation) ในขณะที่พวกล่วงละเมิดเด็กน้อยในเชิงเพศ เป็นพวกจิตเภทค่ะ และถือเป็นความผิดปกติร้ายแรงที่มีผลต่อสังคมและชุมชน ซึ่งถ้าแยกกันให้ชัดเจนอย่างนี้แล้ว มันคนละเรื่องกัน แต่มันก็มีความเกี่ยวเนื่องกันในเชิงจิตวิทยาด้วย พวกล่วงละเมิดทางเพศกับเด็ก มักจะมีทั้งแบบที่ชอบเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง ซึ่งว่ากันว่าคนที่เคยโดนข่มขืนหรือล่วงเกินจากในวัยเด็ก มีแนวโน้มสองอย่าง คือ ถ้าไม่เป็นพวก pedophile เสียเอง ก็จะเป็นพวกที่มีความรู้สึกกับเรื่องเพศค่อนข้างผิดไปจากเดิม เช่น อาจจะจงเกลียดจงชัง พวกที่ชอบหม้อเด็ก ไม่ชอบคนบางลักษณะที่คล้ายคลึงกับผู้ใหญ่ที่เคยล่วงเกินตัวเองเมื่อครั้งวัยเยาว์ หรือไม่สามารถมีความสัมพันธ์ทางเพศได้อย่างเป็นปกติ เช่น ไม่ชอบให้ใครร่วมเพศทางประตูหลัง ฯลฯ
พวก Pedophile มักจะมีความพึงพอใจกับเด็กเล็กมาก ซึ่งถือว่าผิดธรรมชาติอย่างร้ายกาจ เพราะเด็กเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่มีความรู้สึกในเรื่องเพศรส ไร้เดียงสาเกินกว่าจะเข้าใจและรู้สึกรู้สมกับเพศรสที่ถูกยัดเยียดให้ แต่ผู้ใหญ่ใจทรามเหล่านี้จะใช้ความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ล่อล่วงทั้งด้วยคำพูดอ่อนหวาน เอาขนมนมเนยเข้ามาล่อ หรืออาศัยปมด้อยของเด็กบางคนที่ขาดความอบอุ่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และใช้การแลกเปลี่ยนมาเป็นตัวตั้งที่จะมีโอกาสได้ระบายความใคร่กับเด็ก หรือถ้าพวกที่ไม่มีความฉลาดมีแต่ความรุนแรงและวิปริต ก็ใช้วิธีลักพา จับเด็กมาขังไว้ และมีสัมพันธ์ทางเพศกับเด็กน้อยที่ตัวเองลักพาตัวมา ทำซ้ำซากจนเด็กเกิดความรู้สึกสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
ในขณะที่คนที่เป็นรักร่วมเพศ หรือโฮโม หรือเกย์ กะเทย ไม่ได้มีความรู้สึกเช่นนั้น ตรงกันข้าม เกย์กะเทยจะมีความรู้สึกตอบรับในเชิงเพศกามากับผู้ใหญ่เต็มตัว อย่างน้อยก็เลยวัยรุ่นมาบ้างแล้ว เพราะในความรู้สึกของเกย์ เด็กไม่ได้เป็นสิ่งระบายความใคร่ใด ๆ อาจจะมองในเชิงเอ็นดู หรือที่เราได้ยินบ่อยว่ากะเทยเกลียดเด็ก นี่ล่ะค่ะคือความแตกต่างในการรับรุ้ของรักร่วมเพศ กับพวกล่วงละเมิดทางเพศกับเด็ก
ที่แอ๋วบอกว่ามันโยงถึงกัน เพราะในช่วงแรกพวกเพ็ดโดไฟล์ที่เกิดเป็นข่าว จะเป็นพวกทีเกิดคดีความกับเหยื่อทีเป็นเด็กผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ โดยที่ในความเป็นจริงพวกนี้มีน้อยมาก และมักจะเกิดอารมณ์กับเด็กได้ทั้งสองเพศ ขอให้เป็นเด็ก ยังไม่ถึงวัยเจริญพันธุ์เป็นพอ ซึ่งทำให้เกิดความไขว้เขวว่า พวกเกย์ กะเทย เป็นตัวอันตรายสำหรับลูกหลานของตัวเอง ทำให้ชุมชนหลายแห่งและพวกเคร่งศาสนาแต่ขาดสมอง แยกแยะไม่ออก ต่อต้านกะเทยเกย์และเหมารวมว่าเป็นพวกเดียวกับ pedophile ไปซะงั้น
แล้วพวกล่วงละเมิดทางเพศที่เราควรจะระวัง เป็นใคร ? เชื่อไหมคะว่า เราไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าใครเป็น หรือไม่เป็น จนกว่าจะเกิดเรื่องมันแดง และโดนจับได้ แต่แอ๋วพอมีข้อสังเกตค่ะ
-
ญาติผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดเด็กเกินความจำเป็น คนที่เป็นเครือญาติ คือพวกที่มีโอกาสล่วงเกินลูกหลานตัวเองมากที่สุด มากกว่าคนแปลกหน้า เพราะเด็กจะไว้ใจคนในครอบครัวนั่นเอง
-
มีความชอบในเรื่องเพศที่ไม่ผิดปกติ แต่จะเน้นไปที่เด็ก
-
ให้ความสำคัญกับลูกหรือหลานคนใดคนหนึ่งมากเป็นพิเศษ จนสังเกตได้
-
เป็นพวกไม่มีสังคม ชอบเก็บเงียบ สันโดษ เพราะไม่อยากสุงสิงกับใคร
-
มักจะมีความเฉลียวฉลาดในการล่อล่วงเด็ก ด้วยวาจาหรือการหว่านล้อม ของรางวัล
นอกนั้นก็ยากที่จะระบุได้นะคะ เพราะมันคลุมเครือเกินกว่าจะชี้ชัดว่าใครเป็นพวกล่วงละเมิดทางเพศ หรือไม่ได้เป็น แต่เราพอป้องกันและสังเกตเด็กที่เป็นลูกหลานของเราได้ค่ะ ถ้า
-
เก็บตัวผิดปกติ ไม่ร่าเริงไม่สุงสิงกับใคร
-
หมกมุ่นกับเรื่องเพศผิดวัย เช่น ช่วยตัวเองเป็นตั้งแต่ยังไม่ถึงวัยอันสมควร
-
ร้องไห้คนเดียว
-
ไม่อยากไปโรงเรียน หรือไปบ้านญาติคนใดคนหนึ่ง
-
ค่อย ๆ ห่างจากกิจกรรมที่เคยทำร่วมกับครอบครัว
-
เริ่มหันเข้าหายาเสพติด
-
คบเพื่อนน้อยลง จนแทบไม่มี
-
พยายามฆ่าตัวตาย หรือบ่นว่าไม่อยากมีชีวิตอีกต่อไปกับคนใกล้ชิด
-
ซึมเศร้าได้เป็นเวลานาน ๆ
-
ไม่ชอบให้ใครบอกว่าตัวเองน่ารัก หรือเหมือนผู้หญิง ในกรณีที่เป็นผู้ชาย
-
ในบางกรณี ต้องการความรักความสนใจจากคนรอบตัว มากผิดปกติ
-
พูดเรื่องเพศเปิดเผย ไม่คิดว่าเป็นเรื่องผิดปกติ หยาบโลน ลามกผิดเด็ก
ถ้าครอบครัวเจอในกรณีแบบนี้ แอ๋วขอนะคะว่า อย่าได้ด่าทอ ทุบตีเด็ก หรือทำให้ลูกหลานของตัวเองที่โดนกระทำทางเพศมา ต้องรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า หรือเป็นความผิดของตัวเองที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ หรือไม่ยอมเชื่อว่าญาติผู้ใหญ่ของตัวเองที่เคารพนับถือจะทำกับลูกหลานของตัวเองได้ เพราะคิดตัดสินใจเองว่า เด็กมันโกหก ขอให้รับฟังไว้บ้าง คงไม่มีเด็กคนไหนที่เอาความเลวร้ายในชีวิตสารภาพออกมา ทั้งที่ตัวเองเจ็บปวด หาทางไต่สวน ปลอบโยน และวางตัวเป็นกลาง บางครั้งเรื่องเหล่านี้มันเรียกคืนไม่ได้ แต่ทำให้บรรเทาผลกระทบในอนาคตได้ เพราะการผลักดันแบบไม่ยอมรับจากครอบครัวจะทำให้เด็กเดินเข้าไปสู่วงจรอุบาทว์นี้เมื่อเติบโตขึ้น และวนเวียนไปอย่างไม่มีสิ้นสุด เราควรจะตัดตอนวงจรของมันซะ ด้วยการให้อภัย ด้วยความรักมากกว่านะคะ
ขอยกกรณีตัวอย่างนะคะ เป็นคำบอกเล่าที่แอ๋วฟังแล้ว น้ำตาไหลด้วยความเข้าใจรู้ซึ้งถึงหัวอกของเหยื่อ และไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นในสังคมบ้านเรา ฟังไว้เป็นอุทาหรณ์ค่ะ เรื่องเหล่านี้จะว่าไกลตัวก็ใช่ จะว่าไกลตัวสุดกู่ก็ไม่เชิง
"สามเณรปิติ" อายุ ๙ ขวบ เพิ่งบรรพชาได้ไม่ถึงขวบปีในวัดใกล้บ้าน เข้ามารับการรักษาตัวที่อนามัยประจำตำบลด้วยสาเหตุศรีษะแตกต้องเย็บถึง 12 เข็ม โดยผู้ที่นำตัวมาส่งเป็นพระนวกะที่เป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์ โดยเล่าให้ฟังว่าเห็นน้องเณรน้อยเดินออกมาจากกุฏิ เลือดไหลโทรมตัว ปากก็พร่ำบอกว่า หลวงน้าเขาจะโกรธไหม หลวงหน้าเขาจะโกรธเณรไหม ทุกคนต่างไม่เข้าใจ และพยายามถามไถ่ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าน้องเณรปิตินิ่งเงียบ เอาแต่ร้องไห้สะอื้นฮักตลอดเวลาที่ทำการเย็บแผล ไม่ได้เกิดจากความเจ็บของเข็มเย็บแผล แต่คงเป็นบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในใจของเณรน้อยรูปนี้มากกว่า จนเวลาผ่านไป หลวงพี่ที่เป็นคนพาเณรปิติไปเย็บแผล ก็พยายามใกล้ชิดและไม่ได้ไถ่ถามเรื่องที่เกิดขึ้น วันหนึ่งน้องเณรก็เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ และเล่าเรื่องทั้งหมดให้หลวงพี่พระใหม่ฟัง ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดทำให้คนฟังต้องตะลึงและเกิดความรู้สึกว่า นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกเราหนอ
น้องเณรเล่าให้ฟังว่า ตัวเองมาจากครอบครัวบ้านแตก แม่ติดการพนัน พ่อไม่ได้ให้ความสนใจทิ้งภาระไว้กับแม่ที่นอกจากจะติดหวยติดไพ่แล้ว ยังทารุณน้องเณรตั้งแต่จำความได้ วันหนึ่งมีคนแนะนำให้พาน้องเณรไปบวช เพื่อจะได้มีโอกาสเรียนต่อ และพ้นจากบ่วงกรรมที่แม่บังเกิดเกล้าเป็นผู้กระทำ แต่การณ์กลับเป็นว่าน้องเณรเดินหนีเสือมาปะจระเข้โดยแท้ เพราะพระพี่เลี้ยงที่ทุกคนรู้จักเคารพกันดีนั้น เป็นคนสร้างตราบาปให้กับน้องเณรปิติไปตลอดชีวิต รวมทั้งแผลเป็นที่เพิ่งเกิดขึ้นมาหมาด ๆ นั้นด้วย
หลวงพี่พระนวกะนั่งฟังด้วยความรู้สึกสงสาร และก็ไม่รู้จะช่วยเหลืออย่างไร เพราะเล่าไปก็คงไม่มีใครเชื่อ แต่ปล่อยให้น้องเณรผจญกับความน่าสะอิดสะเอียนนั้นต่อไป ก็คงไม่ยุติธรรมเท่าไรนัก ในขณะนั่งฟังไปและหาทางจะช่วยเหลือ เรื่องก็เริ่มแจ่มชัดขึ้นจากปากคำของน้องเณรที่ค่อย ๆ เปิดเผยความลับใต้ผ้าเหลืองออกมาจนหมดเปลือก โดยเรื่องมันไม่น่าจะเกิด ถ้าเราทุกฝ่าย (ทั้งบรรพชิตและฆราวาส) ไม่ปิดหูปิดตากันไป
"พอโยมแม่ให้บวช เณรก็ไม่ได้ขัดใจอะไรโยมครับหลวงพี่ ให้ทำอะไรก็ว่าตามกัน อีกย่างเณรก็ว่าดีที่จะได้เรียนต่อชั้นสูง ๆ ถึงจะเป็นการเรียนนักธรรมบาลีก็เถอะ ผมไม่อยากเป็นกุ๊ยข้างถนน สู้มาบวชเณรไม่ได้"
"แล้วแม่น้องเณรรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง"
"คงไม่รู้มั้งครับ เณรไม่เคยบอกใคร และคงไม่มีใครเชื่อผมหรอกครับ"
"รู้ได้ไงว่า ไม่มีใครเชื่อ"
"เณรเคยเล่าให้รองเจ้าอาวาสฟังแล้ว ท่านไม่ใช่ไม่เชื่อนะ แต่ท่าน......"
"ท่านทำไม ฮึ น้องเณร"
"....."
จากตรงนี้ไป หลวงพี่ก็เริ่มรู้จักจุกในลำคอ เพราะคำบอกเล่าของน้องเณรนับจากนี้ มันเกินกว่าจะรับได้ หลวงพี่พระใหม่พยายามที่จะรับฟังเพื่อจะเก็บข้อมูลให้มากที่สุด และเรื่องทั้งหมดก็เกิดขึ้นจากตรงนี้ไป พอเณรเข้ามาบวช ท่านเจ้าอาวาสก็ฝากฝังเณรให้หลวงน้าดูแล ในฐานะเป็นพระพี่เลี้ยง คอยสอน คอยแนะนำให้ว่า จะต้องสวดมนต์บทไหน จะต้องวางตัวอย่างไร เรียกได้ว่าน้องเณรก็ได้ร่ำเรียนทั้งนักธรรมและบาลีควบคู่กันไป โดยมีหลวงน้าคอยเป็นพี่เลี้ยงในเรื่องของขนบธรรมเนียมในวัดที่สามเณรจะพึงปฏิบัติทั้งต่อพระผู้ใหญ่ และบรรพชิตรุ่นเยาว์ด้วยกัน ซึ่งฟังดูแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรผิดปกติ ถ้าไม่ได้เกิดเรื่องทั้งหมดที่ใจจริง หลวงพี่พระใหม่ไม่อยากได้ยินได้ฟัง แต่เพื่อจะได้หาทางช่วยเหลือกันต่อไป ก็ต้องกลั้นใจรับฟังเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ จากปากคำของสามเณรน้อยตรงหน้าเอง
"ตอนแรกเณรก็ไม่ได้คิดอะไร ดีเสียอีก มีหลวงน้าคอยดูแล ท่านให้สิทธิ์เข้าออกกุฏิได้ มีกุญแจห้อง เวลาจะเข้าไปอ่านหนังสือ หรือทำความสะอาดกุฏิ ก็ได้สิทธิ์เต็มที่ในการเข้านอกออกใน เณรรู้สึกดีที่มีคนสนใจ ไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับเณรมาก่อนแม้แต่ที่บ้าน"
"บางครั้ง เณรก็รู้สึกแปลกที่หลวงน้าให้ความสำคัญกับเณรมากผิดปกติ มีอยู่วันหนึ่ง ท่านบอกให้น้องเณรมาเฝ้าห้อง เพราะท่านจะไปงาน กว่าจะกลับก็คงดึก เณรก็ไปเตรียมน้ำร้อนน้ำชา แล้วก็นั่งดูข่าวในนั้น จนเผลอหลับไป มารู้สึกตัวอีกที ก็รู้สึกเหมือนมีใครอุ้มขึ้นไปตอนบนเตียง เณรง่วงมากตอนนั้น ไม่ได้สนใจอะไรหลับไปจนเกือบเช้า ตกใจตื่นเพราะมีใครกำลังขยับตัวอยู่ด้านหลังด้วยท่าทางที่เณรไม่เคยเจอมาก่อน เณรกำลังจะถลันตัวลุกขึ้น แต่โดนจับยึดไว้ และใครคนนั้นเอามือปิดปากไว้ เณรไม่รู้จะทำไง ก็เลยได้แต่ร้องไห้ ปล่อยให้คนนั้น ก็คือหลวงน้านั่นเอง ทำแบบนั้นต่อไปจนพักใหญ่...แล้ว....."
น้องเณรหยุดเล่า เอามือป้ายน้ำตาป้อย ๆ หลวงพี่พยายามปลอบใจ และบอกว่าถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร หลวงพี่เข้าใจ น้องเณรก็พูดไปพลางสะอื้นไปพลาง จากเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา น้องเณรก็อยู่ในลักษณะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต้องทำทุกอย่างเพื่อรองรับปิศาจในคราบผ้าเหลืองไปอยู่เกือบปี โดยไม่มีใครระแคะระคาย น้องเณรพยายามเลี่ยงคำที่มันส่อไปทางเพศ แต่ฟังพอรู้ว่ามันคืออะไร เช่น "เอามือให้ไปนวดในสบง" "นอนคว่ำแล้วก็ทำตามทีบอก" ฯลฯ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่น้องเณรเจอมาตลอด และคิดว่ามันผิด แต่ไม่สามารถหลุดพ้นตรงนั้นไปได้ ด้วยความกลัว ด้วยความที่เป็นเด็ก และที่สำคัญคิดว่าหลวงน้าทำเพราะรักและเอ็นดูตัวเอง จึงยอมทุกอย่าง โดยหารู้ไม่ว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อราคาของมารศาสนาผู้นี้ไปแล้ว หลวงพี่ผู้นั่งฟังอย่างใจห่อเหี่ยว ถามถึงว่าทำไมไม่เล่าเรื่องนี้ให้พระผู้ใหญ่ฟัง น้องเณรก็เฉลยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
"ใครจะไปเชื่อผมล่ะครับ แล้วที่สำคัญผมเล่าเรื่องนี้ให้รองเจ้าอาวาส ผมก็เจอแบบเดิมอีก"
"หา อะไรนะ โถ เณรน้อยเอ๊ย"
จากการตัดสินใจครั้งนั้น ทำให้น้องเณรรู้ว่า เรื่องเหล่านี้มันเกิดขึ้นมานานแล้ว ตัวเองไม่ได้เป็นเณรรูปแรกที่เจอสถานการณ์เข้าตาจนและขมขื่นแบบนี้ ตรงกันข้าม มีหลายรูปที่เข้ามาในวงจรนี้ แล้วก็ทนไม่ไหว หนีสึกออกไป หรือย้ายวัดไปก็มีมาก ในกรณีของน้องเณรปิติ พอเล่าเรื่องนี้ให้พระผู้ใหญ่ระดับรองเจ้าอาวาสฟัง ซึ่งท่านก็รับปากว่าจะจัดการให้ แต่กำชับน้องเณรว่าอย่าเล่าให้ใครฟังเด็ดขาด และพอยังไม่ข้ามวัน น้องเณรปิติก็ต้องเจออะไรที่ตัวเองต้องจดจำไปทั้งชีวิตอีกครั้ง ท่านรองเจ้าอาวาสเรียกน้องเณรไปนวด และนั่นทำให้รู้ว่า คนอย่างหลวงน้าไม่ได้มีคนเดียวในที่นี่ น้องเณรต้องกลั้นใจ "นวดในสบง" ให้กับมารตนนั้นทั้งน้ำตา และจำยอมทำและตามใจเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในสังคมที่ไม่มีใครนอกจากตัวเองต่อไป
หลังจากนั้น หลวงพี่แนะนำให้น้องเณรย้ายวัด และหาทางไปให้ไกลจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เพราะมันไม่เป็นผลดีเลยถ้าจะปล่อยให้เยาวชนที่แม้จะได้เข้ามาอยู่ในที่ซึ่งมีคนเชื่อว่าปลอดภัยที่สุดจากภัยรอบตัวที่จะเกิดกับเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีครอบครัว แสวงหาโอกาสทางการศึกษา กลับต้องมาตกเป็นเหยื่อตัณหาราคะของพวกที่อาศัยผ้าเหลืองพวกหนึ่งอย่างไม่มี่ทางเลือก น้องเณรบอกว่า ตัวเองผิดเองที่ไม่เข้มแข็ง ยอมให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น พี่เณรที่เขาเข้มแข็งเขาจะไม่ยอม แต่ก็จะต้องพ้นสมณเพศไปด้วยเหตุเภทภัยอย่างใดอย่างหนึ่งในที่สุด น้องเณรไม่อยากเป็นอย่างนั้น ไม่อยากเสียโอกาสเพื่ออนาคตของตัวเองไป
ในที่สุด น้องเณรปิติก็ย้ายจากวัดบ้านนอกนั้น เข้าไปในวัดกรุงเทพฯ และเข้าไปผจญชะตากรรมในเมืองใหญ่เพียงลำพัง ด้วยความช่วยเหลือของหลวงพี่พระใหม่และพระผู้ใหญ่ในเมือง แม้น้องเณรจะสู้แรงยั่วยวนของวัตถุไม่ไหว หรือด้วยเหตุผลกลใดก็ตามแต่ ไม่นานหลังจากนั้น น้องเณรก็ลาสิกขาไป ไม่ได้กลับมาบ้านเกิด หายไปจากความสนใจของคนรุ้จักมักคุ้นไปโดยปริยาย แม้กระทั่งหลวงพี่พระใหม่รูปนั้น ที่คอยช่วยเหลืออย่างที่สุดแล้ว อยากจะเชื่อว่า น้องเณรหรือตอนนี้คงจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว คงไม่เจออะไรเลวร้ายหรือทำอะไรอะไรร้ายกาจเพื่อเป็นการล้างแค้นสังคมอีกต่อไป หวังไว้เช่นนั้น บาดแผลในใจ ความทรงจำที่น่าขยะแขยงในยามที่ตัวเองควรจะสดใส น่าจะจางหายไปกับกาลเวลา ไม่มีใครรู้ นอกจากตัวอดีตน้องเณรรูปนั้น
นี่เป็นส่วนหนึ่งค่ะ มาเล่าสู่กันฟัง เผื่อจะทำใครได้ฉุกคิดบ้าง แต่ไม่ถึงกับต้องตื่นตูมไปนะคะ คนดียังมีมากมาย แต่พวกเหลือบไรเหล่านี้ก็มีให้เห็น ชิมิคะ
(ถ้าเห็นว่าเรื่องนี้มีประโยชน์กด ปุ่ม hot ให้หน่อยนะเจ้าคะ)
ถึงแม้จะบอกว่าเด็กไม่ขัดขืนหรือยินยอมก็ตาม ในเมื่อพื้นฐานทางด้านประสบการณ์ ความรู้ ความคิด พฤติกรรม ลักษณะทางกายภาพของร่างกาย ก็มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ฝ่ายที่เป็น "ผู้กระทำ" ก็พร้อมอย่างเต็มที่ที่จะผสมพันธุ์ แต่ "ผู้ถูกกระทำ" ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เลยแม้แต่นิดเดียวว่าไอ้สิ่งที่โดนกระทำอยู่คืออะไร มันมีความหมายว่าอย่างไร แล้วสังคมมองเรื่องนี้ว่าอย่างไร แล้วผลที่จะเกิดตามมาอีกนานับประการคืออะไร
น่ากลัวอ่ะ สงสารเณรอ่ะ จ๊าดง่าว~
#1 By หมา(ใหญ่)ใส่แว่น on 2007-11-13 19:57