คำสารภาพครั้งสุดท้าย

posted on 03 Nov 2007 10:44 by madambuffalo  in GayFiction

ผมขับรถออกมาจากบ้านด้วยความรู้สึกมืดมนกับหนทางข้างหน้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อันที่จริงผมมีแผนในใจเรียบร้อยแล้ว  การขับรถเลียบริมชายหาดแบบนี้ ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งอย่างประหลาด สายลมที่พัดโชยเข้ามาในรถมีกลิ่นอายของทะเลตลอดเวลา สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนและความแข็งกร้าวของมหาสมุทร บางครั้งสงบเรียบจนน่าแปลกใจ ในบางขณะกลับถาโถมคลื่นซัดฝั่งอย่างไม่ปราณี ปั่นป่วนปรวนแปรไปตามสภาพอากาศ และนี่คือเสน่ห์ของท้องทะเลที่ผมรักและประทับใจ อยากใช้ชีวิตที่นี่ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ด้วยความงามของธรรมชาติริมชายฝั่ง ทิวทัศน์ที่สวยแปลกตา ไม่เหมือนท้องทะเลบ้านเรา ซึ่งก็สวยสงบไปอีกแบบ แต่ทะเลแถวนี้ สวยแบบคมเข้ม เป็นตัวของตัวเอง ให้ความรุ้สึกแตกต่างกันออกไป เรียกได้ว่าท้องทะเลที่ไหนก็ให้ความสงบกับผมเสมอ

ไม่ว่าผมจะรู้สึกแย่หนักหนาสาหัสแค่ไหน เมื่อผมมาถึงริมหาดโปรดของผมในยามค่ำคืนที่ปราศจากผู้คน ผมจะรู้สึกดีขึ้นอย่างไม่ต้องพึ่งเหล้าดีกรีแรงเผาคอ พึ่งบุหรี่เผาปอดเหมือนคนอื่น แค่เดินออกมาจากรถ ลงไปที่ชายหาดที่มืดสนิทไร้เสียงอึกทึก นั่งลงบนทรายขาวสะอาด  เอนกายทอดตัวแหงนหน้าขึ้นเพื่อให้มองเห็นดวงดาวระยิบระยับ สลับกับเสียงคลื่นซัดหาด ใจผมที่รุ่มร้อน เจ็บปวด เงียบเหงา อาจจะไม่ได้ดีขึ้นอย่างใจหวัง อย่างน้อยธรรมชาติก็ยังเป็นเพื่อนมนุษย์คนนี้ได้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ถ้าผมโชคดีแวะมาเยือนในคืนที่ท้องฟ้ามืดสนิทในคืนข้างแรม พระจันทร์ซ่อนกายเร้นตัวไม่ให้เห็น ผมก็จะได้นอนดูทางช้างเผือกทอดตัวจากขอบฟ้าหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง และถ้าประจวบเหมาะ ผมก็จะเห็นดาวตก ได้ขอพรจากดวงดาวที่กำลังหายลับไป นั่นเป็นความเชื่อส่วนตัวของผมที่มีคนบอกไว้ว่าให้ขอพรก่อนที่ดาวตกจะหายไปจากสายตาเรา สิ่งที่เราขอจะสมหวัง มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นทุกครั้ง แต่ผมก็มีความสุขที่ได้ทำแบบนี้

คืนนี้ผมตั้งใจจะโทรไปหาคนที่สำคัญที่สุด และน่าจะเป็นครั้งที่จะมีความหมายกับผมมากที่สุดมากกว่าครั้งใด ๆ คราวนี้ไม่มีการขอความช่วยเหลือ ไม่ได้โทรไปอ้อนกับคนที่ไม่มีความผูกพันใด ๆ ทางสายเลือด เรียกได้ว่าเป็นคนแปลกหน้าที่กลายเป็นสายใยที่ตัดกันไม่ขาด ผมเองก็แปลกใจตัวเองว่าทำไมผมถึงเลือกที่จะคุยกับคนนี้ และตอนนี้ ผมเดินกลับไปที่รถ ขยับให้ขึ้นมาที่บริเวณเนินทรายสามารถมองเห็นทะเลได้อย่างชัดเจนแม้จะอยู่บนรถ ผมเดินเข้าไปในรถ สตาร์ทเครื่องเพื่อเปิดแอร์ เป็นเพลงโปรดคลอหูไปพลางโดยไม่ดังจนกลบเสียงธรรมชาติจากเสียงคลื่นและลมที่พัดตลอดเวลา ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดเบอร์ทางไกลไปยังเมืองไทย ใช่ครับ นานมากแล้วที่ผมไม่ได้โทรหาและคุยกันเป็นเรื่องราวกับ "แม่แป๋ม" เท่าไร ส่วนใหญ่โทรไปถ้าไม่ขอความช่วยเหลือเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็ต้องโทรไปอ้อนด้วยความรู้สึกว่าในโลกนี้ คนที่เต็มใจฟังและปลอบโยนผมได้ มีแค่แม่แป๋มคนเดียว

"ฮัลโหล แม่แป๋มยุ่งไหมครับ"

"ใครน่ะ อ้อเจ้าลูกแก้วนั่นเอง มีอะไรเหรอลูก ก็ไม่ค่อยยุ่งเท่าไร"

"งั้นคุยกับผมหน่อยได้ไหมครับ"

"มีอะไรจะให้ช่วยอีกหรือเปล่าล่ะ พ่อตัวดี อืม...ถ้าจำไม่ผิด แม่แป๋มมีอยู่เวรกะดึกนะลูก ตอนนี้ก็พอมีเวลา
คุยกันก่อนแม่จะไปโรงพยาบาล ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว"

"แม่แป๋มอยู่กะดึกอึกแล้ว นี่อาทิตย์นึงอยู่มันเจ็ดวันเลยใช่ไหมครับ"

"ทำไงได้ ลูกบังเกิดเกล้าแม่แป๋มก็กำลังเรียน กำลังใช้เงิน ดีที่คนโตจบทำงานแล้ว เหลือน้องแป้ง กับ
น้องป่านนี่แหล่ะ ที่ทำให้แม่แป๋มต้องทำงานหัวไม่วางหางไม่เว้นแบบนี้ ทำไงได้ มีเขาแล้ว จะทิ้งให้อยู่
กันตามยถากรรมก็คงไม่ใช่เรื่อง เฮ้อ ปล่อยให้แม่บ่นอยู่ได้ เป็นไงบ้างพ่อคุณ อยู่ทางโน้น เรียนจบแล้วนี่
งานการก็ทำแล้ว ตกลงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม"

"ครับ ลูกแก้วเรียนจบตั้งแต่กลางปีแล้ว นี่ก็ทำงานหน้าดำอยู่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำงาน หางานดี ๆ ทำใน
ประเทศนี้ เมืองนี้นะแม่แป๋ม แต่ผมก็พยายามอย่างสุดความสามารถ แม่แป๋มครับ จะโกรธผมไหม ถ้าผม
บอกว่า เหนื่อยสุด ๆ แล้ว"

"เออ แม่เข้าใจ แม่แป๋มเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วยที่เราจะไปใช้ชีวิตลำพังที่โน่น แต่ลูกแก้วตัดสินใจที่จะไป
เรียน ไปใช้ชีวิตที่โน่นเอง แม่ก็ไม่อยากห้ามปราม เพราะก็ไม่ใช่คนในครอบครัว แค่เป็นห่วง และไม่อยาก
เห็นลูกแก้วทุกข์ไปกว่านี้ แม่แป๋มไม่รู้หรอกว่าทางโน้นเป็นไงบ้าง นึกภาพไม่ค่อยออก เท่าที่ฟัง ก็พอมอง
ภาพออกแต่ไม่ทั้งหมด แต่ไปแล้วไปให้ตลอดรอดฝั่ง แม่อยากเห็นลูกแก้วมีความสุข"

ส่วนใหญ่เวลาผมประสบปัญหา คนแรกที่ผมนึกถึงและจะนำความเดือดร้อนไปเยือนถึงบ้าน คือแม่แป๋ม หาใช่คนในครอบครัวของผมไม่ พ่อแท้ ๆ ของผมเสียไปนานแล้ว ส่วนแม่ที่คลอดผมมาก็ไม่ได้ดูดำดูดีกับชีวิตผมเท่าไรนัก ชีวิตของผมกับผู้ให้กำเนิดกลายเป็นเส้นขนานไม่มีทางมาบรรจบกันได้ชั่วนิรันดร์ จนผมเองรู้สึกว่า ชีวิตของผมไม่มีคำว่า "แม่" มานานมาก และเพิ่งรู้สึกว่าคำนี้กลับมาในชีวิตผมเพียงไม่กี่ปีหลังจากแม่แป๋มเดินเข้ามาในหัวใจ ผมเองไม่ใช่คนที่จะเข้าหาใครง่าย ๆ ด้วยความที่ปิดกั้นตัวเองมาตลอด เพื่อนมีอยู่น้อยนิด ยิ่งมาอยู่ในต่างบ้านต่างเมือง ผมแทบไม่มีใครเป็นเพื่อนสนิทเลย การได้ติดต่อพูดคุยกับแม่แป๋มเป็นครั้งเป็นคราว แม้จะไม่บ่อยนัก แต่ก็ทำให้หัวจิตหัวใจผมแช่มชื่นขึ้นทุกครั้งที่ได้ระบายได้พูดคุยกับแม่แป๋มคนนี้

"แม่แป๋มครับ ถ้าผมไม่มีโอกาสกลับเมืองไทย  กลับไปกินข้าวฝีมือแม่แป๋ม แม่จะคิดถึงผมไหม"

"นายภูชิชย์ เธอพูดอะไรของเธอ ฟังแล้วไม่เข้าหูแม่เลยนะ ฟังแล้วทะแม่งๆ"

ทุกครั้งที่แม่แป๋มโกรธ ไม่สบอารมณ์ หรือโดนผมกวนประสาทจนถึงขั้นขีดสุดเลยจุดเดือด ผมจะรู้โดยอัตโนมัติ ถ้าแม่แป๋มเรียกชื่อผมซะเต็มยศ และเปลี่ยนสรรพนามเป็นเธอเป็นฉันเมื่อไร ผมหูชาแน่ เพราะแม่แป๋มจะบ่นแบบไม่หยุดไปอีกเป็นชั่วโมง คราวนี้ก็คงไม่มียกเว้นด้วยครับ

"ผมถามเฉย ๆ นะแม่แป๋ม แหมคนเรามันเอาแน่เอานอนอะไรได้ล่ะครับ วันนี้นั่งยิ้มสบาย
พรุ่งนี้เกิดไม่หายใจขึ้นมา ผมก็อยากรู้นี่นาว่าจะมีใครนึกถึงผมไหม"

"ย่ะ พ่อรอบคอบ พ่อช่างคิด มีอะไรที่คิดดีกว่านี้ไหม ฟังแล้วไม่เข้าหูฉันเลยนะเรา ไม่คิดถึงจะคุยกันนาน
สองนาน นี่รู้ไหมเวลาลูกแก้วไม่อยู่ ไม่มีใครขับรถไปส่งไปรับแม่เหมือนก่อน ไอ้ลูกสามคนของแม่มันก็ยุ๊งยุ่ง
แม่ก็นึกถึงเราตลอดล่ะ นี่กี่ปีแล้วเนี่ย ที่ไม่ได้กลับมาให้เห็นหน้าเลย"

"อืม เกือบห้าปีแล้วมั้งครับแม่แป๋ม สิ้นปีนี้ก็คงครบห้าปีที่ไม่ได้กลับเมืองไทย แป๊บเดียวเวลาผ่านไปเร็ว
เหลือเกินนะครับ ไม่รู้ว่าอะไรต่อมิอะไรบ้านเราเปลี่ยนไปแค่ไหน"

"นั่นซิ แม่แป๋มคงไม่ถามเรานะว่าจะกลับมาเมื่อไร เราพร้อมและรู้สึกอยากจะมาก็บินมา ถ้ายัง หรือมีอะไร
ติดขัดก็อยู่ทางโน้นไปก่อน อย่าไปหวังพึ่งใคร จำไว้ แม่แป๋มเองก็ไม่ได้ร่ำรวยขนาดที่จะช่วยเหลือเรื่อง
เงินเรื่องทองได้ ที่แม่ช่วยอยู่ก็เป็นเรื่องที่ไม่เหนือบ่ากว่าแรง แม่แป๋มก็ยินดีจะทำให้เต็มความสามารถ"

"ผมเองก็รู้ว่าแม่แป๋มดีกับผมแค่ไหน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ลูกแก้วนึกเสมอว่า ทำไมไม่เกิดมาเป็นลูก
แม่แป๋มซะเลยให้รู้แล้วรู้รอด นี่อะไร ดันไปเกิดในท้องใครก็ไม่รู้ เขาก็ไม่รักผมเลย"

"อย่าไปพูดถึงเขาเลยลูกแก้ว บาปกรรมเปล่า ๆ ไม่มีแม่ที่ไหนไม่รักลูกนะ แม่เชื่ออย่างนั้นเสมอ แต่บางที
มันก็มีข้อยกเว้น มีบางอย่างที่เราอาจจะไม่เข้าใจเจตนาของคนเป็นแม่บางคน ในกรณีของลูกแก้วกับแม่
เธอ มันยากที่จะบอกว่าแม่เขาไม่รักลูกแก้ว เขาอาจจะมีความจำเป็นที่เธอไม่มีวันเข้าใจ"

"แม่แป๋มครับ ผมเองเลิกคิดเรื่องนั้นไปนานแล้ว เพราะผมถึงจะไม่มีใครเลยในชีวิต อย่างน้อยที่สุดผมก็มี
แม่แป๋มคนนี้นี่นา"

ผมก็สัพยอก แหย่แม่แป๋มอยู่พักหนึ่ง โดยไม่มีทีท่าจะวางหู และดูเหมือนแม่แป๋มก็ยังคงเมามันที่จะปะทะคารมกับลูกนอกท้องอย่างผม ยังมีอะไรอีกมากมายที่ผมอยากจะบอกกับแม่แป๋ม และผมกำลังเรียงลำดับว่าจะเอาเรื่องไหนก่อนหลังดี ผมไม่อยากทำร้ายหัวใจแม่แป๋มมากไปกว่านี้

"เอาล่ะครับ ผมเองว่า คงไม่มีอะไรต้องปิดแม่แป๋มอีกแล้ว อันที่จริงลูกแก้วตัดสินใจอยู่นาน ลังเลว่าควรจะบอกแม่แป๋มดีไหม แต่ผมไม่อยากให้มีอะไรต้องเป็นความลับระหว่างเราอีก เพราะผมก็ไม่มั่นใจว่าจะมีโอกาสได้คุยแบบนี้อีกหรือเปล่า คือ ผมไม่เคยชอบผู้หญิงเลยตั้งแต่จำความได้ และจนบัดนี้ผมก็มั่นใจว่าผมไม่ได้เป็นผู้ชาย"

"...."

"แม่แป๋มฟังผมอยู่หรือเปล่าครับ"

"ฟังอยู่"

"ตกใจเหรอครับ"

"ก็ไม่เชิง เรียกว่าสงสัยต่างหากว่า ทำไมถึงเพิ่งมาบอกแม่แป๋มจนป่านนี้"

"หมายความว่าไงครับ"

"แม่แป๋มน่ะรู้มาตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ใช่ซิ มั่นใจก็ตอนที่แกทะเลาะกับคนที่แกเรียกว่าเพื่อนซี้คนนั้นน่ะ จำได้ไหม"

"อืมครับ แม่แป๋มเป็นคนขับรถบึ่งมาจากในเมือง เพื่อมาปรามผมกับเพื่อนที่กำลังทะเลาะกันอย่างหนัก
ด้วยเหตุหึงหวงน่ะครับ ผมเองก็ไม่เคยเล่า ไม่เคยคิดจะบอก จนเหตุการณ์นั้นมันผ่านไปนานแล้วผม
ก็คิดว่า แม่แป๋มคงไม่ได้คิดอะไร เพราะไม่เห็นเซ้าซี้ถามลูกแก้วเลย"

"เฮ้อ นายภูชิชย์ ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อนเธอ ฉันมองตาเธอในเวลานั้น ฉันก็รู้แล้วว่า ลูกแก้วคนนี้คงไม่ใช่
ลูกชายแน่ ๆ แต่เอาเถอะ เป็นลูกสาวก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลย ตอนแรกแม่ก็คิดว่าแม่คิดมากไปหรือเปล่า
หลังจากเหตุการณ์นั้น ที่ลูกแก้วกับเพื่อนพิเศษคนนั้นมีเรื่องชกต่อยกัน แม่ก็มั่นใจเลย ลูกแก้วที่เห็นแมน
ท่าทางองอาจ ไม่มีทีท่าบ่งบอกสัญญาณเพศที่สาม ที่แท้ก็ไม่แท้นี่เอง"

ผมอดขำกับคำอธิบายของแม่แป๋มไม่ได้ เข้าใจเรียก "แท้ที่ไม่แท้" มันก็จริงครับ ผมเองใช้ชีวิตแบบซ่อนตัวอยู่ในหน้ากากของผู้ชายธรรมดา หน้าตาก็โอเค และอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่ไม่มีสัญญาณเกย์กระดิก จะมีแค่ความสัมพันธ์แบบเร้นลับกับเพื่อนชายที่คบหามานานกว่าห้าปี โดยไม่มีใครระแคะระคาย ผมเองก็ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม่แป๋มจับสัญญาณชายชอบชายของผมมาได้ตั้งนานแล้ว เพียงแต่ไม่ถาม หรือไม่กระตุ้นให้ผมรู้สึกอับอายเลยแม้แต่ครั้งเดียว

"แม่เองก็เป็นห่วง ทั้งที่รู้ดีว่าลูกแก้วโตแล้ว โตเกินกว่าแม่จะเข้าไปคิดเปลี่ยนอะไร เรื่องเกย์กะเทยเนี่ย แม่ทำใจรับได้มาตั้งนานนม มันไม่ได้ทำให้ลูกแก้วเป็นคนเลวลงเลยนะลูก แม่เข้าใจและยอมรับได้เสมอ"

"ผมดีใจครับที่แม่แป๋มเข้าใจ ผมเองก็กระอักกระอ่วนใจมาก เพราะไม่อยากปิดแม่แป๋มกับเรื่องพวกนี้ แต่ผมก็ไม่มั่นใจ ถ้าผมเล่าไป แล้วแม่แป๋มรับผมไม่ได้อีกคน ผมคงไม่เหลือใครอีก"

"แล้วพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงเธอล่ะลูกแก้ว ไหนว่ารักเธอนักเธอหนา เขารู้เรื่องหรือยัง"

"ยังครับ และคงไม่มีวันอ่ะแม่แป๋ม เขาก็ยังมองผมเป็นส่วนเกินของบ้านอยู่ดี แม่แป๋มก็รู้นี่ครับ ผมมาเรียนที่นี่ ไม่เคยแบมือขอเงินเขาเลยสักบาท ผมสู้ด้วยตัวเองมาตลอด เขาก็ยังไม่เคยสนใจผมเท่าไร มีแต่บ่นว่าเมื่อไรจะกลับไปช่วยน้องทำงาน เมื่อไรจะกลับบ้าน แถมยังบังคับให้ผมมีเมียได้แล้ว เรื่องนี้ยิ่งเป็นไปได้ยากอ่ะแม่แป๋ม ยากที่สุดในบรรดาทุกเรื่องที่เขาหวังไว้"

"แล้วตกลงลูกแก้วมีใครทางโน้นหรือเปล่าล่ะ"

"ก็เคยมีครับ แต่เลิกกันแล้ว ลูกแก้วพยายามคบหาคนอื่น แต่ก็หาดีไม่ค่อยได้ครับแม่แป๋ม ฝรั่งมันชอบแบบคืนเดียวเสียวร่วมกัน เช้ามาแยกกันไป เจอกันอีกทียังจำแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ"

"ยังไงก็ปลอดภัยไว้ก่อนนะลูกแก้ว ใช้ถุงยางเป็นใช่ไหม"

"เฮ้อ ผมใช้เป็นตั้งแต่ ป.๖ แล้วล่ะ ฮ่า ฮ่า"

"เออ ย่ะ ทีเรื่องแบบนี้ทำเป็นเก่งนะพ่อตัวดี"

"ผมสบายใจขึ้นอีกนิดละ อย่างน้อยในโลกนี้ ก็มีคนที่เข้าใจผม รับรู้และยอมรับในสิ่งที่ผมเป็นเพิ่มขึ้นอีกคน"

"แม่แป๋มเองยังไม่ได้บอกนะว่าเข้าใจลูกแก้วแค่ไหน แค่บอกไปตามความคิดของคนแก่อย่างแม่แป๋ม
ที่รับรู้และมองเห็นเรื่องแบบนี้ไปตามความรู้สึกของตัวเอง"

"แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับผมครับ แม่แป๋ม แต่แม่แป๋มจะคิดถึงผมไหมครับ"

"เอาอีกแล้ว วกมาเรื่องนี้อีกแล้วเธอนายภูชิชย์ ฉันชักโมโหแล้วนะ"

"ผมอยากรู้นี่นา"

"เออ คิดถึงซิ พอ ๆ คุยเรื่องอื่นละกัน"

"แม่แป๋มจำคนพิเศษคนนั้นได้ใช่ไหมครับ ที่แม่แป๋มไปเป็นกรรมการห้ามมวยน่ะ ผมอยากฝากไว้
ฝากบอกเขาด้วยว่า ผมยังเป็นห่วงเขาอยู่ แล้วก็ขอโทษที่ไม่ได้กลับไปหาอีก"

"อืม จำได้ และถ้าเจอแม่จะบอกลูกสะใภ้ให้ ว่าแต่ตกลงเป็นสะใภ้แม่ หรือลูกเขยกันยะ แม่ชักสับสน"

"เรื่องนั้นไม่บอกหรอกครับ แม่แป๋มเก่งไปสืบเอาเองละกัน"

เราสองคนยังคุยกันกระหนุงกระหนิงกันไปอีกพักใหญ่ ไม่มีทีท่าจะว่าฝ่ายไหนจะวางสายก่อน ผมเองตั้งใจจะคุยกันไปจนกว่าแบตจะหมด แต่คงยาก เพราะผมต่อสายชาร์ตแบตไว้ และซื้อบัตรเติมไว้เรียบร้อย โดยจะคุยกันไปจนกว่าเครดิตจะหมด โดยผมขอร้องแม่แป๋มไว้ว่า จะไม่กวนอีกนาน แม่แป๋มก็โอเค เพราะนานมากที่ผมไม่ได้คุยกันถูกคอแบบนี้ และยิ่งได้บอกอะไรต่อมิอะไรที่เคยเป็นความลับไปเรื่อย ๆ ผมเริ่มผ่อนคลาย แต่รู้สึกมึนหัว ง่วงซึมเล็กน้อย แต่ผมก็แข็งใจคุยกับแม่แป๋มต่อ

"ผมยังมีอะไรมากมายที่ปิดไว้ คงใช้เวลาไม่มากนะครับ คิดว่าแม่แป๋มคงไปทันเข้าเวรพอดี"

"เฮ้อ นี่ยังมีอะไรที่แม่แป๋มไม่รู้อีกเหรอเนี่ยลูกแก้ว"

"ก็ไม่เชิงครับ แต่คงไม่ได้กระทบอะไรแม่แป๋มเท่าไรนะ"

"พูดแบบนี้อีกแล้ว อยู่ใกล้ตัวหน่อยไม่ได้ แม่จะหยิกให้เนื้อเขียวเลย"

"ครับ ๆ ไม่พูดก็ได้ แม่แป๋มคร้าบ ตั้งใจฟังผมหน่อยนะ อย่าเพิ่งบ่นผม ผมเองไม่รู้หรอกว่าผมทำถูกต้องไหม
และทำแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นกับผมมากน้อยแค่ไหน นับจากวินาทีนี้ไป ผมกำลังจะบอกทุกอย่างเท่าที่ผม
จะบอกแม่แป๋มได้ ส่วนรายละเอียดทั้งหมด ผมเขียนเป็นบันทึกส่งไปทางไปรษณีย์ไปให้แม่แป๋มแล้ว ถึง
อย่างไรผมก็คงหวังว่าแม่แป๋มจะมีเวลาอ่านนะครับ"

"นายภูชิชย์ นายลูกแก้ว เธอกำลังทำอะไร และเธอพูดเรื่องอะไรอยู่"

เสียงแม่แป๋มดังเข้มขึ้น และรับรู้ได้ว่ากำลังตกใจ แม่แป๋มผมเป็นพยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์ผ่านความเป็นความตายมามากต่อมาก และสิ่งหนึ่งที่แม่แป๋มมีมากกว่าใคร ก็คือแม่เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับใครต่อใครในเรื่องของเกิดแก่เจ็บตาย และผมในเวลานี้ ผมเองพยายามพูดต่อให้จบ โดยไม่ได้ฟังว่าแม่แป๋มจะทำอะไรหรือพยายามจะบอกอะไรผมอีก

"แม่แป๋มครับ ฟังผมดี ๆ นะครับ ผมเองเหนื่อยเหลือเกินครับ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ลูกแก้วของแม่แป๋มล้มเหลว
มาตลอด เริ่มตั้งแต่หางานก็ลำบากเหลือแสน ได้แต่งานที่โดนกดค่าแรง โดนเจ้าของร้านคนไทยมันเอาเปรียบ ดูถูกดูแคลนสารพัด จนแทบตั้งเนื้อตัวไม่ได้ ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหนก็โดนเอารัดเอาเปรียบ มีเพื่อนกับเขาก็โดนโกงจนหมดตัว ผมเองโง่เกินไปที่ไปเชื่อเพื่อนพวกนั้น ผมพยายามมาอย่างหนักเพื่อยืนหยัดสู้ต่อ แต่ผมก็ล้มซ้ำแล้วซ้ำอีก จนแทบทรงตัวไม่อยู่ แม่แป๋มผมขอโทษนะครับ"

"ลูกแก้ว ตอนนี้อยู่ไหน กำลังทำอะไร แม่ขอได้ไหม อย่าทำอะไรหุนหันพลันแล่น อย่าเพิ่งวางหูนะ ค่อย ๆ คิด
ค่อย ๆ ทำ ถ้ามันหนักหนาสาหัส กลับมาบ้านเรานะลูกแก้ว"

"แม่แป๋มครับ ผมไม่มีที่ให้กลับแล้ว แม่แป๋มก็รู้ จะให้ผมกลับไปเกาะใครกินเหมือนที่เขาประณามผมอีกเหรอ
ครับ ผมตัดสินใจแล้วครับ มันคงจะสิ้นสุดกันเสียที ผมอาจจะทำไม่ถูก ที่กำลังตัดช่องน้อยแต่พอตัวไป"

ผมไม่ได้ยินอะไรอีกฝั่งพูดแล้วในเวลานี้ ปวดหัวมากขึ้นเป็นระดับ อาการง่วงมึนยังเพิ่มความเข้มข้น จนผมแทบจะถือโทรศัพทืไว้ไม่อยู่ ต้องเอื้อมมือไปหยิบเฮดโฟนมาต่อพ่วง แล้ววางโทรศัพท์ไว้ข้างตัว เอนเบาะลงจนผมเอนกายลงไปอยู่ในท่าเกือบนอนราบ ในเวลานั้นผมก็พยายามตั้งสติอีกครั้ง เพื่อคุยกับแม่แป๋มต่อ

"แม่แป๋มครับ ผมคงไม่มีหน้าไปเจอใครได้อีก ผมอายครับ ผมขอโทษนะที่ทำตามสัญญาไม่ได้
ผมเองอยากจะพาแม่แป๋มเที่ยวให้ทั่วที่นี่ ผมก็ทำไม่สำเร็จ ไม่เอาไหนจริง ๆ เลยนะครับลูกชายคนนี้
แม่แป๋มยกโทษให้ผมด้วยนะ ที่ไม่ได้ทำอะไรดี ๆ กับแม่เลยสักครั้ง มีแต่สร้างความปวดหัว
เรื่องเดือดร้อนให้มาตลอด ขนาดมาไกลถึงเมืองนอกเมืองนา ผมก็ยังโทรไปกวน ขอความช่วยเหลือ
แม่แป๋มได้ไม่มีขาด"

"ไม่จริงนะลูกแก้ว ใครบอกเธอว่าไม่เคยทำอะไรดี ๆ ให้แม่แป๋ม ลูกแก้ว ถึงเธอจะไม่ใช่ลูกแม่ ไม่ใช่
เด็กที่แม่เบ่งมากับมือ แต่เธอก็ทำให้แม่รู้สึกว่า เลือดเนื้อนอกอกมันก็รักได้ รักตอบได้ เราเองน่ะ
อย่าทำร้ายตัวเองมากไปกว่านี้เลยลูก แม่ขอนะ จำได้ไหม ใครกันที่ไปเฝ้าแม่ ไปเยี่ยมแม่ได้ทุกวัน
โดยไม่มีขาดตอนที่แม่ป่วยหนัก ใครกันที่อยู่เป็นเพื่อนแม่ยามที่แม่แป๋มท้อใจ หมดกำลังใจ และ
ใครกันที่ทำกับข้าวให้แม่กิน ถ้าไม่ใช่ลูกแก้วคนนี้ แค่นี้มันก็มากพอแล้วล่ะลูก"

"แม่แป๋มครับ ลูกแก้วไม่ได้อยากทำแบบนี้ แต่หัวใจมันหมดแรงที่จะยืน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
อย่าเอาผมกลับบ้านนะครับ ผมเหมาะที่จะอยู่โดดเดี่ยวที่นี่ต่อไป แม้จะไม่มีลมหายใจแล้วก็ตาม
แม้ฝันผมจะพังทะลายหมดแล้ว ลูกแก้วก็ขออยู่ที่นี่ไปตลอดกาลละกัน
ขอบคุณครับแม่แป๋ม
ที่ทำให้ผมเดินมาไกลขนาดนี้ แต่มันคงสายไปแล้วล่ะครับ"

"ไม่นะลูก ยังไม่สาย ไม่มีอะไรเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ อย่าเพิ่งทำอะไร แถวนั้นมีใครหรือเปล่า แม่เริ่มทำอะไรไม่ถูกแล้ว"

ผมเองรู้สึกได้ว่า แม่แป๋มกำลังพยายามทำอะไรก็ได้ เพื่อหยุดผม แต่ผมเริ่มไม่มีสติจะคุมตัวเองแล้ว อาการสะลึมสะลือ และสติขาดเป็นช่วง ๆ ไม่ต้องสงสัยแล้วครับว่าเกิดอะไรขึ้น ผมต่อสายยางจากท่อไอเสีย เข้ามาในตัวรถ แล้วก็ปิดอุดช่องทุกช่องเพื่อไม่ให้ไอเสียหลุดรอดไปจากตัวรถ เท่าที่ผมรู้คาร์บอนมอน๊อกไซด์จากท่อไอเสีย มันไม่มีสี ไม่มีกลิ่น แต่มันร้ายแรงมากพอที่จะทำให้ผมค่อย ๆ หลับไปโดยไม่เจ็บปวด ผมนั่งในรถด้วยอาการเหมือนคนเมา ทำท่าจะหลับไปหลายครั้ง พยายามฝืนไว้เพราะยังอยากร่ำลาแม่แป๋มก่อน ผมไมได้บอกแม่แป๋มในสิ่งที่ผมทำไปแล้ว และมันกำลังออกฤทธิ์อยู่ในขณะนี้ ถ้าผมหลับ ผมก็จะไม่มีโอกาสตื่นขึ้นมาอีก หวังเช่นนั้น

"ลูกแก้ว ยังอยู่ใช่ไหม แม่ขอนะ เดินไปหาใครสักคน บอกเขาให้พาไปโรงพยาบาล หรืออะไรก็ได้ อย่าอยู่คนเดียว แม่ร้อนใจ นี่แม่จะทำไงดี แม่จะทำไงดี"

ผมไม่ได้ยินอะไรแล้ว สติผมเกือบจะหลุดไปจนหมดความควบคุม ก่อนที่ผมจะหลับไปตลอดกาล ผมได้พูดอะไรไปเป็นครั้งสุดท้ายว่า

"ผมรักแม่แป๋มนะครับ....................."

"ลูกแก้ว!!!"

เสียงทะเลซัดเข้าฝั่งดังกึกก้อง แต่หัวใจของใครบางคนกำลังเงียบสนิท ไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว และคงไม่มีวันได้กลับมารับรู้ถึงความเป็นไปในโลกนี้อีก ร่างของผู้ชายคนหนึ่งหลับตาพริ้มนอนสงบไม่ไหวติงอยู่ในรถ มีเพียงน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม มือหนึ่งถือรูปที่มีเจ้าตัวกับผู้หญิงท่าทางใจดี ยืนคู่กัน ยิ้มแย้มแจ่มใส ช่างต่างกับดวงหน้าแสนเศร้าของร่างไร้วิญญาณนั้นเหลือเกิน ถ้ารุ่งอรุณกำลังจะมาในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ทุกชีวิตกำลังเริ่มต้น ในขณะที่อีกชีวิตหนึ่งได้จบไปแล้ว

 

 

แรงบันดาลใจ

  • การฆ่าตัวตายด้วย Carbon monoxide Posioning เป็นวิธีการที่ผู้ชายออสเตรเลียเลือกใช้เป็นอันดับสองรองมาจากการใช้ยาพิษ
  • Carbon monoxide เป็นสารเคมีที่เกิดจากการเผาผลาญไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ มีคุณสมบัติเฉพาะคือ ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ไม่มีรส
  • อาการของคนที่สูดดมไอเสียเข้าไปมาก ๆ จะมีอาการมีนศีรษะ ปวดหัว ง่วงซึม หลับ โคม่า และอาจจะถึงตายภายในเวลาไม่นาน
  • เรื่องแต่งมั้งคะ 

 

 

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อ่านแล้วเป็นห่วงหนูนิดๆในใจ
ยังไงถึงไม่ใช่แม่แป๋มในเรื่องก็ยังมีกำลังใจดีๆที่เมืองไทยให้หนูเสมอ..อยู่โน่นสู้ๆนะ
แต่อ่านแล้วเศร้าอ่ะ

#1 By ยายแม่บ้าน on 2007-11-03 14:50

การรมควันตัวในเองในรถ เพื่อฆ่าตัวตายใช่ไหมคะ?

อ่านแล้วน้ำตาซึมค่ะ ความจริงถ้าเขาได้อยุ่ใกล้แม่แป๋มมากกว่านี้

เรื่องแบบนี้ก็อาจจะไม่เกิดก็ได้นะ

#2 By BassYoncE on 2007-11-03 15:00

โอววววววว
ง่ะ..............

อย่าซีเรียสน้า เป็นห่วงนะ พี่แอ๋วเรียนหนักไปหรือเปล่าอ่า

รู้สึกแย่ก็เขียนลงบล๊อกมาก็ได้นะ ไม่จำเป็นต้องอัพแต่เรื่องมหาสนุกก็ได้ หนูเข้ามาอ่านทุกวัน คืดพยายามจะทุกวันอ่า

#4 By GOH-TIC on 2007-11-03 16:02

เอ่อ... มีไรบอกกันดีๆ ก้อได้ครับเจ๊แอ๋ว หาแมวผมได้จากโปรไฟล์นะครับ

(รู้สึกแปลกๆ แฮะ..)tongue

#5 By cosmoguy on 2007-11-03 18:46

อ่านมาถึงตอนจบแล้วรู้สึกเศร้าจังค่ะ ไม่อยากให้มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นจริงๆ เลยค่ะ

#6 By Gabrielle on 2007-11-03 19:22

แอบอ่านมานานแล้ว ครั้งนี้อดเม้นท์ไม่ได้ครับ เรื่องแต่งแต่แฝงอะไรลึกๆบางอย่าง

ผมว่าหลายคนคงมีช่วงที่เรียกว่า จุดวิกฤต ในตัวเอง บางทีเป็นพีคสูงๆจะทำให้ขาดสติยั้งคิดได้ แต่ถ้าพอผ่านช่วงนั้นมาได้

ปล่อยวางซะบ้าง มองโลกมุมใหม่ๆอีกที จะมีกำลังใจก้าวเดินต่อไปครับ ยังไงก็เป็นกำลังใจให้อีกคนครับ double wink

#7 By -Press F5- on 2007-11-03 19:46

อย่าตายน๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

#8 By น้องละอ่อน on 2007-11-03 21:00

ทำไมต้อง"มั้ง"ด้วยล่ะฮ่ะ...
ไม่ชอบเรื่องแนวนี้เลย...มันทำให้เราเป็นห่วงเจ๊ยังไงไม่รู้
แต่เจ๊คงไม่เป็นไรใช่มั้ย
ในเมื่อเรื่องนี้มันเป็นเรื่องแต่งbig smile
อืมมมม

ผมไม่รู้หรอกนะว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง

แต่ ว่า ถ้า เครียด แล้วเยนเรื่องแบบนี้ ปลดปล่อยความเครียดได้ ผมก้อหนับหนุนคับ

สู้!!

#10 By S a x ` คุ ง on 2007-11-03 22:05

อ่า พิมตกแฮะ

เยน เป็น เขียน ครับ- -"

#11 By S a x ` คุ ง on 2007-11-03 22:05

ยาพิษที่ผู้ชาย ใช้ฆ่าตัวตาย น่ากลัวอ่ะ
ไปเม้นบลอกหน่อยก็ดีนะครับ ตอนนี้โคตรเงียบ

#12 By DoDo on 2007-11-03 22:24

โอ๊ย.. เศร้า ปนน่ากลัวอ่ะครับพี่ป้าแอ๋ว

ขอให้ไม่มีใครทำอย่างนี้เลย

#13 By = ต้น = on 2007-11-03 23:15

"..ถ้ามันหนักหนาสาหัส กลับมาบ้านเรานะลูกแก้ว"

แม่ดิชั้นก็พูดงี้กับดิชั้นบ่อยๆ ค่ะ .. ชีวิตเรา ลมหายใจเราสำคัญที่สุดนะคะ ..เหนื่อยนัก ก็พักบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นดิชั้นก็ไม่เคยกลับบ้านตามที่แม่ปลอบซักทีอ่ะค่ะ ..

big smile

ถ้ามีโอกาสได้พูดกับคุณลูกแก้วในเรื่อง ดิชั้นอยากจะบอกเธอว่า ..

"เข้มแข็งเข้าไว้นะคะ"

#14 By P O R on 2007-11-04 01:30


"ลูกแก้ว"เค้าคงไม่ได้คิดว่าได้ทำให้"แม่แป๋ม"เสียใจขนาดไหน

คนที่จากไปแล้วนั้นสุขสงบ

แต่คนที่อยู่นี่สิ ที่ต้องเจ็บปวดต่อไป

#15 By หญิงวัน on 2007-11-04 08:29

เฮดบลอก กับ profile เข้ากับคอนเซ็บ ดีนะคะ ชอบคะ

#16 By MayaKniGht on 2007-11-04 19:14

อ่านแล้วเศร้าครับ

#17 By Ripley on 2007-11-10 17:49