ฉันเคยเป็นหญิงและชาย
posted on 16 Apr 2006 18:52 by madambuffalo in Gaycopediaในโลกของความแตกต่างระหว่างเพศลักษณ์ ผู้หญิง กับ ผู้ชาย
เราเชื่อว่า ความเป็นชาย (Masculinity) จะต้องเต็มไปด้วยความแกร่ง
ผู้ชายมีความเป็นผู้นำ และเกิดมาเพื่อเป็นช้างเท้าหน้า คอยเหยียบ
คอยย่ำความเป็นหญิง (Femininity) ที่ถูกฝังหัวมาตั้งแต่เกิดโดยสังคม
ว่าจะต้องเป็นเครื่องจักรผลิตลูก อยู่บ้าน เชื่อฟังคนที่เป็นสามีหัวทิ่มหัวตำ
โดนรังแกทั้งทางเพศ ทางคำพูด หรือโดนทุบตี ไม่มีสิทธิ์ปริปากบ่น
นี่คือบรรทัดฐานทางเพศที่เราเชื่อกันมาตลอด และยังคงอยู่ไม่เคยเปลี่ยน
ดังนั้น เพศชายกับเพศหญิงจึงเป็นสิ่งที่แตกต่างกันเชิงกายภาพสุดโต่ง
และด้วยความแปลกของธรรมชาติ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "เพศกลาง"
หรือที่พวกเราเรียกว่า "กะเทย" "เกย์" หรือ "พวกรักร่วมเพศ" รวมถึง
คำเรียกในเชิงลบ "ตุ๊ด" กลุ่มนิยมรักร่วมเพศไม่ได้เป็นสิ่งผิดปกติประหลาด
แต่การที่กะเทยเป็นความแปลกแยกของสังคม เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา
มนุษย์ทั้งสองเพศ ที่มีรสนิยมที่ต่างเชื่อว่า เป็นความปกติตามธรรมชาติ
ตีตราคนที่มีความชอบในเพศรสที่ไม่เหมือนตนนั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
สมควรกำจัดออกไปจากสารบบของสังคม เป็นกลุ่มคนไม่มากไม่มาย
ที่ต้องรักษา นี่คือสิ่งที่ผู้หญิงและผู้ชาย ทำให้เกย์และกะเทย กลายเป็น
กลุ่มคนพิเศษเหล่านี้ที่ถูกกันออกไปจากกิจกรรมทางสังคมมากมาย
ถ้านึกไม่ออก ขอให้นึกถึงทำไมเด็กบางคนถูกรังแก ถูกล้อเลียน ดูถูก
เพราะเด็กเหล่าแตกต่างจากเด็กคนอื่น เด็กบางคนพิการโดยกำเนิด
ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา แต่ทำไมต้องโดนเด็กคนอื่นล้อเลียนรังแก
เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ ยอมรับกับความแตกต่างได้ยาก และ
แสดงการโต้ตอบด้วยการปฏิเสธความแตกต่างนั้น ด้วยการไม่ยอมรับ
ด้วยการกันคนที่แตกต่างออกไปจากกลุ่ม
ความเป็นเกย์ก็คือความแตกต่างที่ไม่มีใครอยากเป็นหรือให้เกิดกับตัวเอง
แต่อย่างที่พูดถึงเด็กที่โดนรังแก ก็เหมือนคนที่เป็นกะเทยโดนผู้ชาย
ล้อเล่น แซว ดูถูก ดูหมิ่น และไม่คิดจะยอมรับอย่างที่ควรจะเป็นในสังคม
ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนสิ่งที่เราเป็นตั้งแต่เกิด ที่มาจากโครโมโซม
เราเป็นเกย์เป็นกะเทยโดยกำเนิด (Nature) และผ่านกระบวนการของ
วิถีสังคม ผ่านการทำให้ยอมรับความเป็นเกย์หรือกะเทยด้วยเวลาและ
การเลี้ยงดู (Nurture) การอบรมบ่มนิสัยและสังคม ไม่ได้ส่งผลต่อความ
เป็นเกย์และกะเทยโดยตรง (Gender Identification) ทุกอย่างถูกกำหนดมาแล้ว
ว่าเราเป็นหญิง เป็นชาย หรือเป็นกะเทย เป็นอีกเพศที่ไม่มีใครยอมรับ
ยกตัวอย่าง กรณีฝาแฝดชายที่เกิดมาเป็นชาย แต่ด้วยอุบัติเหตุร้ายแรง
ทำให้แฝดคนหนึ่งต้องสูญเสียอวัยวะเพศ ในเวลานั้นวิทยาการทางการแพทย์
โดยเฉพาะศัลยกรรมยังไม่รุดหน้าเท่ากับปัจจุบัน เดวิดวัยเยาว์โดนไฟฟ้า
ช้อตจนอวัยวะเพศส่วนที่เป็นลึงค์ไหม้และไม่สามารถใช้งานได้อีก
พ่อแม่จนตรอก แต่บังเอิญมีนักจิตวิทยาคนหนึ่งในเวลานั้นออกทีวีนำเสนอ
ทฤษฎีใหม่ที่จะทำให้เด็กเปลี่ยนเพศได้ ถ้าทำก่อน Critical agestageนั่นคือ
ระหว่าง 0-2 ปี และนี่คือทางออกที่พ่อแม่ของเดวิดและไบรอันคิดถึงในเวลานั้น
นั่นคือ การปรึกษากับ Dr Money นักจิตวิทยาชาวนิวซีแลนด์ที่มีความเชื่อ
ในเรื่องการเปลี่ยนเพศลักษณ์ของเด็กได้ในช่วงก่อนปฐมวัย
แม่ของแฝดเขียนจดหมายไปหานักจิตวิทยาและเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง
นักจิตวิทยาที่กำลังหาทางพิสูจน์เรื่อง Sexual Neutrality หรือทฤษฎที่ว่าด้วย
มนุษย์ทุกคนเกิดมายังไม่มีเพศลักษณ์ที่ชัดเจน พ่อแม่สามารถควบคุมและ
จัดการกับความเป็นหญิงและชายได้ด้วยการเลี้ยงดูตั้งแต่ช่วงสำคัญของเด็ก
ดอกเตอร์มันนี่ ทำให้ชีวิตของเดวิตกลายเป็น Brenda เด็กหญิงตามความเชื่อ
ของเขาในเวลานั้น และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ครอบครัวนี้ต้องเสียใจ
และกลายเป็นบทเรียนให้วงการนักจิตวิทยาหันมาคำนึงถึงจรรยาชีพ และ
จริยธรรมในการทดลองกับมนุษย์ในเรื่องที่ซับซ้อนแบบนี้

David Reimer คนที่เคยเป็นหญิงและชาย
ในหนึ่งช่วงชีวิตก่อนฆ่าตัวตาย
แต่เนื่องจากไม่มีทางเลือก ครอบครัวของแฝดจึงต้องเชื่อและปล่อยให้เด็ก
ทั้งสองคนอยู่ในการควบคุมของดอกเตอร์มันนี่ โดยไม่ได้รู้และตระหนักว่า
เดวิตหรือเบรนด้า เด็กชายในคราบเด็กหญิง ถูกทารุณทางอารมณ์และจิตใจ
จากดอกเตอร์มันนี่ เพียงเพื่อพิสูจน์ให้โลกรับรู้ว่าทฤษฎีของเขาถูกต้องและ
สามารถทำให้ผู้ชายกลายเป็นผู้หญิงได้ เบรนด้าในวัยแค่เจ็ดขวบเท่านั้น
ต้องถูกบังคับให้ตอบคำถามเกี่ยวกับเพศลักษณ์ของตัวเอง ต้องทนดูภาพ
ที่เด็กไม่สมควรดู เพียงเพราะดอกเตอร์มันนี่ต้องการควบคุมการทดลองที่
มีเด็กสองคนเป็นหนูทดลอง โดยปราศจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในอาชีพ
แม้ว่าเรื่องฉาวโฉ่เหล่านี้ จะเป็นที่รับรู้ในภายหลังเมื่อทั้งสองเติบโตเป็นผู้ใหญ่
แม้เบรนด้าจะได้รับการเลี้ยงดูให้เป็นเด็กหญิงและดูเหมือนจะได้ผลเมื่อก่อน
อายุห้าขวบ เพราะหลังจากนั้น เบรนด้าก็ไม่ได้เล่นอะไรเหมือนเด็กหญิงอีก
ไม่ชอบกิจกรรมที่เด็กผู้หญิงเล่นกันเหมือนเมื่อครั้งก่อนห้าขวบอีกต่อไป
ไบรอันแฝดคนพี่ที่ใจกว้าง แบ่งปันรถถัง ตุ๊กตาทหาร และของเล่นอื่น ๆ
ให้กับเบรนด้าเล่น รวมถึงการแสดงออกของเบรนดาก็ต่างไปจากเด็กหญิง
โดนล้อเลียนจากเพื่อนในโรงเรียน จนไม่สามารถควบคุมตัวเองและอารมณ์ได้
ดอกเตอร์มันนี่ทราบถึงการต่อต้านเพศลักษณ์ของเบรนด้ามาตลอดและ
พยายามโน้มน้าวเบรนดาในวัยก่อนวัยรุ่น เข้าการผ่าตัดแปลงเพศเต็มรูปแบบ
เพื่อให้อวัยวะเพศของเบรนด้าเป็นผู้หญิงมากขึ้น และนั่นคือสิ่งที่เบรนด้า
หรือเดวิตสับสน ไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้
ในเวลานั้น ดอกเตอร์มันนี่ออกหนังสือเกี่ยวกับการทดลองนี้อย่างต่อเนื่อง
ในเชิงว่า การเปลี่ยนแปลงเพศลักษณ์ของเด็กได้ผล จากทฤษฎีของเขาเอง
โดยไม่ได้พูดถึงหรือถกปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของตัวทดลองอย่างเดวิต
และไบรอันที่กำลังประสบปัญหาชีวิตอย่างหนัก เมื่อพ่อแม่ได้รับการปรึกษา
ให้บอกับเบรนดาและไบรอันว่า เบรนดาเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิงตั้งแต่เกิด
นั่นทำให้ไบรอันแฝดคนพี่ รู้สึกสับสนและแสดงออกอย่างรุนแรง ที่ได้รับรู้
ว่าน้องสาวของตัวเอง แท้จริงคือน้องชาย
จากนั้นเบรนดาก็กลับมาเป็นเดวิตอย่างที่ควรจะเป็น เบรนด้าสาวทอมบอย
กลายเป็นสุภาพบุรุษและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในเพศลักษณ์ที่เขาเป็นมาก่อน
แม้ว่าจะถูกสภาพการเลี้ยงดูบังคับให้เป็นหญิง ก็ไม่สามารถเปลี่ยนเดวิตให้เป็น
นางสาวเบรนดาได้แม้แต่น้อย ในที่สุดเดวิตตัดสินใจเข้าสู่การผ่าตัดครั้งสำคัญ
นั่นคือการผ่าตัดสร้างอวัยวะเพศชาย เพื่อให้ชีวิตสมบูรณ์ขึ้นในฐานะเป็นผู้ชาย
ซึ่งในช่วงเวลานั้นดอกเตอร์มันนี่ยังตีพิมพ์บทความและหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้
สร้างความไม่พอใจให้กับครอบครัวนี้ ที่ดอกเตอร์มันนี่ไม่ยอมรับความจริง
ถึงผลการทดลองที่ไม่ได้เป็นอย่างสมมติฐานที่ตั้งไว้ และคนที่พิสูจน์ทฤษฎีนี้
ล้มเหลวก็คือ เดวิต คนที่เคยเป็นเด็กหญิงและกลับเป็นเด็กชายเพราะธรรมชาติ
เรียกร้องให้เขากลับไปเป็นสิ่งเดิมที่ควรจะเป็น
เรื่องนี้ลงเอยแสนเศร้า จบลงที่ไบรอันเสียชีวิตอย่างน่าสงสัยว่าใช้ยาเกินขนาด
หรือตั้งใจฆ่าตัวตาย และส่งผลกระทบให้เดวิตที่มีครอบครัวแล้ว ต้องประสบ
ปัญหารุมเร้าทุกด้าน และจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายเช่นเดียวกับพี่ชายของตัวเอง
ในเวลาที่ภรรยาขอแยกทาง ตกงาน เงินทุนที่ลงทุนหายไปกับสายลม และ
การเสียชีวิตของพี่ชายของตัวเอง หลายคนเชื่อว่า แผลในใจและประสบการณ์
ที่เจ็บปวดที่มาจากดอกเตอร์มันนี่ ทำให้ฝาแฝดทั้งคุ่จบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย
ผู้ชายเกิดมาเป็นผู้ชาย เราเปลี่ยนมันไม่ได้ ต่อให้บังคับหรือตัดของสงวนทิ้งไป
เพราะความเป็นชายหรือหญิง มันอยู่ที่หัวใจอยู่ที่ทุกเซลล์สมอง ไม่ใช่เครื่องหมาย
ภายนอกร่างกาย เพราะงั้น คนที่เป็นเกย์ หรือกะเทยนั้น อยากบอกว่ามันมาจาก
หัวใจ และไม่มีใครเลือกที่จะเกิดมาเป็นอะไร ต่อให้ถูกเลี้ยงดูเยี่ยงลูกผู้ชาย
เข้าโรงเรียนทหาร หรือบังคับให้แต่งงาน ไม่มีใครยอมรับกับสภาพการณ์บีบคั้นได้
และในที่สุดก็จะแหกกฏวิ่งออกมาหาความจริงที่ตัวเองปรารถนา
ฉันเป็นผู้ชายค่ะ และฉันพิสูจน์ด้วยตัวฉันเองมาแล้ว
(I'm a living proof for this case)
หมายเหตุ
- ได้รับแรงบันดาลใจจาก Doctor Money with David who has no penis
สารคดีที่น่าสนใจ และให้แง่คิดมากมายค่ะ (จาก BBC) - Nature and Nurture เป็นเรื่องที่ถกเถียงมาตลอดค่ะ ว่าสิ่งไหน
มีอิทธิพลต่อเพศลักษณ์ของเด็ก - Dr Money ยังมีชีวิตอยู่ และปฏิเสธที่จะให้คำตอบใด ๆ ในเรื่องนี้
มีแต่ลุกศิษย์ลูกหาออกรับแทนในเชิงว่า ทำดีที่สุดแล้วในเวลา
ที่เรื่องนี้ยังมีคนรู้น้อยมาก - ครอบครัวของแฝดทั้งคู่ เจ็บปวดและรู้สึกว่าการตัดสินใจช่วยลูก
เมื่อครั้งกระโน้น (1967) เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างจบลงด้วย
โศกนาฏกรรม - เอ่อ มีใครจะเชื่อไหมคะว่าเดี๊ยนจบจิตวิทยามาค่ะ อิ อิ
แต่จบมาจริง ๆ นะเจ้าคะ - ป๋าแชมป์กำลังจัดระเบียบที่นี่ค่ะ แอ๋วอยากซาวเสียงของทุกคน
ที่ติดตามงานเขียนของแอ๋ว คิดว่าออก "กาม" มากไปหรือเปล่าคะ
เพราะป๋าแกระบุว่า บล็อกที่เน้นเรื่องเพศ (ของแอ๋วเจ๋งๆ เลย)
จะโดนแบนค่ะ แง แง หรือว่าแอ๋วจะต้องเลิกเขียนซะทีคะ - วันนี้เจอชายในฝันค่ะ คิก คิก บังเอิญเป็นกะเทยคลั่งทหารค่ะ
แต่เจ้าตัวคงไม่ปลื้มเท่าไร เห็นมาอ่านบล็อกแอ๋วบ่อย ได้ไป
เจอรูปภาพตัวจริง กรี๊ดแทบห้องสมุดแตกค่ะ หล่อม๊าก มาก
แอ๋วงี้เลยขอจดทะเบียนกั๊กไว้เป็นแฟนคลับค่ะ - เขาชื่ออะไรนะ ปราพะสวัสดิ์ เอ๊ะสะกดงี้เปล่าไม่รู้ คือเห็นรูป
แถมยังบอกว่าเป็นรั้วของชาติ อีแอ๋วแทบอยากจะเลื้อยไป
เป็นตำลึงพันรั้วค่ะ กรี๊ด ไม่ชอบไม่เป็นไรนะคะ ขอกะเทยแอบ
กรี๊ดเพียงลำพัง
edit @ 2006/04/18 13:35:30
แหม.....อยากจะบินไปสาดน้ำหนูแอ๋วถึงโน่นเลยทีเดียว
คุณน้องขา.....หนูไปเอาเรื่องนี่มาจากไหนเนี่ย
อ่านแล้วเศร้าใจยังไงม่ะรู้ เอ่อ...พี่เคยทราบมาว่าเขาจะไม่ทำการทดลองใดๆกับคน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าไม่สามารถจะควบคุมผลเสียหายอันอาจจะเกิดขึ้นได้
แล้วไม่มีใครฟ้องเรียกค่าเสียหายจากอี DR. Money เลยหรือคะ
อย่างน้อยก็น่าจะยึด " ใบอนุญาติ " ก็ยังดี จะได้ไม่ไปจับลูกใครมาทดลองอีก
อ่านเรื่องนี้แล้วทำให้นึกถึงนักจิตวิทยาของไทยคนหนึ่ง
แกเชื่อว่าตัวแกสามารถรักษา "การเป็นกะเทย " ให้หายได้
และแกยังเชื่ออีกว่า เด็กที่ดูทีวีแล้วเห็นกะเทยในทีวี จะทำให้เด็กเป็นกะเทยตามไปด้วย
ได้เป็นเม้นท์แรกเลยพล่ามซะยาวเลย......ขอให้คุณน้องสุขภาพแข็งแรงนะคะ
#1 By ช่างแต่งหน้า (203.153.171.1) on 2006-04-16 19:30