"อีตุ๊ด อีกะเทยบ้า กิ๊ว ๆ น่าไม่อาย เป็นผู้ชายไม่เป็น ดันกระแดะ
ดัดจริต ตุ้งติ้ง มันน่าเตะจริงเว้ย"

"พี่ เตะอีนี่สักป้าบไหม เผื่อจะกลับใจมาเป็นผู้ชายกับเขา
เห็นแล้วมันเขี้ยวว่ะ"

ท่ามกลางกลุ่มเด็กชายท่าทางเกเรห้าหกคนกำลังล้อมเด็กผู้ชายอีกคน
ที่ตัวเล็กนิดเดียว ผอมบาง ดูอ้อนแอ้นเหมือนเด็กผู้หญิง แม้จะร้องไห้
น้ำตานองหน้า แต่ดวงตาที่จ้องโต้ตอบกลับไปยังเด็กเกเรเหล่านั้น
ไม่ได้บ่งบอกถึงความเกรงกลัวแม้สักนิด พร้อมทุกเวลาที่จะป้องกันตัวเอง
แม้จะด้อยกว่าในเรื่องรูปร่าง พร้อมกับกริยาท่าทางที่ไม่เป็นผู้ชายเท่าไรนัก
แต่อีกะเทยเด็กคนนั้น ก็ไม่ได้หวั่นเกรง หรือหวาดกลัวเจ้าพวกอันธพาล
ที่คอยตั้งป้อมรังเกียจ ดูถูก ล้อเลียนกะเทยรุ่นเยาว์ให้ชอกช้ำใจได้ทุกวัน
หนักบ้างเบาบ้าง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เรียกได้ว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน
แถมกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่กะเทยอย่างฉันจะโดนอีพวกนี้รุมเล่นงาน
ฉันไม่เคยยอมหรอกนะคะ ถึงจะตัวเล็กกว่า บางกว่า ไม่มีพวกมาช่วย
เพราะเพื่อนกะเทยรุ่นเดียวกัน ได้วิ่งหนีเอาตัวรอดไปตั้งแต่เห็นพวกมันแล้ว
เหลือแต่ฉันแหล่ะ ที่ไม่หวั่นแม้พวกมากลากมารังแกฉันซ้ำแล้วซ้ำอีก

"เฮ้ย จ้องหน้าทำไมวะ อีตุ๊ด หลงรักพี่หรือน้อง"

แล้วพวกมันก็โห่ฮาป่า โยนกระเป๋านักเรียนไปมา ล้อเลียนกันอย่างสนุกปาก
ฉันเองก็กัดฟันกรอด ว่าจะไม่โต้ตอบ แต่ทำไงได้ ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง
มีหวังอีลูกกะหรี่พวกนี้ ก็คงจะตามรังควานชีวิตกะเทยอย่างฉันไม่รู้จบสิ้น
ขณะที่ฉันกำลังอดทน พยายามคว้าเอาถุงกล่องข้าว กับกระเป๋านักเรียนคืน
ความอดกลั้นฉันก็ถึงที่สุดฉันฉวยข้อมือหนึ่งในหัวโจกกลุ่มลูกกะหรี่พวกนั้น
กัดหมับเต็มแรง จนไอ้หัวโจกดวงซวยแหกปากร้องซอยแทบแตกที่โดนกัด
พยายามทุบฉันเต็มแรง ฉันก็ไม่ยอมปล่อยค่ะ เจ็บนะคะนั่นโดนไปหลายหมัด
ส่วนพวกที่เหลือก็ปอดแหกค่ะ ตกใจแตกฮือกันไปคนละทิศละทางกันหมด
ปล่อยให้อีกะเทยกับไอ้โง่ที่โดนฉันกัด ดิ้นเร่า ๆ พยายามง้างปากฉันออกจาก
แขน โน่นจนผู้ใหญ่แถวนั้นทนหนวกหูไม่ไหว วิ่งมาตะเพิดไอ้พวกเวรนั่น
จนแตกกระเจิง แล้วก็หันมาจับแยกฉันกับไอ้เวรโชคร้ายนั้นที่โดนกัดจมเขี้ยว
ยังเสียดายเลยค่ะ ทำไมไม่งับเจี๊ยวมันซะเลย เอาให้ขาดกระเด็น สูญพันธุ์เลวๆ

"ให้ตายซิ ไอ้พวกนี้ นังนี่มันตัวเล็กนิดเดียว ตั้งท่าแกล้งมันได้ทุกวัน
เป็นไงล่ะเอ็ง โดนเข้าไปเต็มเหนี่ยว ดูซิรอยห้อเลือดเลยเอ็งเอ๊ย
อีนี่ก็เหลือเกิน ตัวเท่าลูกหมา ฟัดซะเนื้อเกือบหลุด พอกันนะเอ็งนะ"

ฉันก็ยืนมองเหยื่อเขี้ยวของฉันอย่างสะใจ มันแหกปากร้องเต็มแรงเลยค่ะ
แต่ไม่หันมามองฉันเลยนะคะ เดินเป่ารอยกัดนั่นไปตลอดทาง สะอื้นฮัก
ส่วนฉันเองก็โดนไปหลายตุ้บ มือหนักเหมือนกันไอ้หอย เล่นเอาหลังยอกเชียว
เดินกระด๊อกกระแด๊กไปหยิบถุงกล่องข้าวที่กระจายแปดทิศ รวบรวมดินสอ
ยางลบ หนังสือเรียน ที่กระจัดกระจายทั่วสถานที่เกิดเหตุ โดยมีน้านักห้ามทัพ
ปากบ่นไป ก็ช่วยหยิบของส่งให้ แล้วก็เอาจักรยานหลังบ้านของแกแถวนั้น
พาฉันไปส่งที่บ้านด้วยความเวทนาสงสารกะเทยเด็กโดนรังแก

นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับกะเทยอย่างฉันมาตลอด และบ่อยเสียจนฉันรู้สึกชินชา
แม้จะเจ็บปวดกับการถูกล้อเลียน แต่พอโดนมาก ๆ เข้า ฉันก็แกร่งขึ้นเองค่ะ
แหม อีพวกที่ไม่ชอบกะเทยเนี่ย มันก็รังควานชีวิตฉันได้แทบทุกวี่ทุกวัน
ไม่รู้จักเบื่อ ปกติฉันก็ยอม ๆ หยวนๆ ไปค่ะ คิดซะว่าเสียงหมาเห่าหอนเท่านั้น
แต่วันนี้ ขอแม่ประกาศศักดาสักวัน อย่างน้อยมันคงเข็ดขี้อ่อนขี้แก่ไปพักใหญ่

ฉันไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรว่าทำไมวะคะ ถึงได้ตั้งแง่กับสิ่งที่ฉันเป็นมากมายนัก
ไอ้ความเป็นกะเทยสวยงามเกินหน้าเกินตาเนี่ย มันไปสะดุดติ่งเจี๊ยวใครมิทราบ
ถึงมารังเกียจเดียดฉันท์กันได้แทบทุกวัน น่าแปลกนะคะ ไอ้อันธพาลบางคน
ที่เมื่อครั้งยังเด็ก พยายามตั้งตัวเป็นศัตรูกับกะเทยทุกนางในรัศมีของมัน
แต่พอโตขึ้น มันกลับต้องให้กะเทยเลี้ยง มีเมียเป็นผู้หญิงไร้จิ๋ม อย่างที่มันเกลียด
เป็นไงคะ ในที่สุดก็ออกแนวเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง
ขยะแขยงกะเทย ก็เลยได้กะเทยเป็นเมีย สะใจฉันจริง ๆ ค่ะคุณขา

ฉันไปถึงบ้านด้วยสภาพเหมือนกะเทยเด็กโดนโทรมด้วยกองทหารเกณฑ์ทั้งเหล่า
เสื้อผ้ามอมแมม หน้าตาเกรอะกรังด้วยลูกรังคลุกฝุ่น ผมเผ้าไม่ต้องพูดถึงค่ะ
แต่ก็ไม่มีใครสนใจหรอก ฉันจึงไม่ได้ออเซาะหรือต้องอธิบายอะไรให้ใครในบ้านฟัง
ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะฉันเองกลายเป็น สิ่งที่ทำให้บ้านอับอายขายขี้หน้าอยุ่แล้ว
คลอดผู้ชายมีจู๋แท้ ๆ ไหงยิ่งโตยิ่งสาว ยิ่งเวลาผ่านไปไม่มีทีท่าจะเป็นผู้ชายสักนิด
เพราะงั้น แค่ฉันมีคนส่งเรียน มีข้าวให้กินครบสามมื้อ มีที่ซุกหัวนอนยามค่ำคืน
ฉันจะเรียกร้องอะไรอีก ไอ้ความรักความอบอุ่น อย่าฝันถึงเชียวนะคะ ไม่มีหรอก
ไอ้สองสิ่งไร้ตัวตนนั่นน่ะ มีให้แต่ลูกรักที่เป็นลูกชายคนรองหัวแก้วหัวแหวนเท่านั้น
ส่วนลูกชายหัวใจเด็กหญิงอย่างฉัน ก็มองแบบตาปริบ ๆ ค่ะ ประเคนกันเข้าไปนะคะ
ตามใจให้มันเสียคนไปเลย เทิดทูนกันซะจริงเชียว ไอ้เวรที่มีแต่หาเรื่องเข้าบ้าน
ฉันเองต่อให้เรียนเก่ง สอบได้สี่หมด เรื่องธรรมดาไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นค่ะคุณขา
แต่ถ้าน้องชายฉันสอบได้หมดทุกวิชา แทบปิดร้านฉลองกันเจ็ดวันเจ็ดคืน
ใช่ซิคะ นี่ถ้าพวกเขาเอาฉันซ่อนไว้ในหีบแล้วโยนเก็บไว้ในห้องเก็บของได้ไม่ตาย
คงทำไปแล้วค่ะ ฉันลืมไปว่าเกิดมาผิดร่าง ดั๊นมองผิดค่ะ กว่าจะรู้ก็กะเทยไปแล้ว
รู้งี้ฉันเลือกลงร่างน้องชาม นางสาวไทยปีนี้ไปแล้วค่ะ

ฉันอาบน้ำอาบท่า จัดการกับรอยถลอกปอกเปิก ทาหยูกทายา หาอะไรกินในครัว
ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า แค่เด็กมันทะเลาะกัน ไม่มีอะไรหนักหนาสาหัส
ฉันเองก็ไม่ได้ใส่ใจ แค่รู้สึกดีที่ได้สั่งสอนไอ้พวกเวรนั่นซะบ้าง จะได้เลิกแกล้งกัน
เลิกล้อเลียนฉันซะที ซึ่งก็ได้แค่หวังค่ะ มันพวกนี้ไม่ค่อยจดจำเท่าไรหรอกหอยมาก
พอวันรุ่งขึ้น เจอฉันเดินมาเข้าแถวหน้าเสาธง ก็ล้อเลียนแบบเดิม ซ้ำซากน่าเบื่อ
ฉันแค่ปาดตาไปสองแวบ โดยเฉพาะไอ้ที่โดนฉันกัด หลบตาวูบค่ะ แถมหุบปาก
แต่พอฉันคล้อยหลังไปหน่อย ก็ปากเก่งขึ้นมาอีก ลูกผู้ชายมากค่ะ เล่นกันลับหลัง
ฉันก็ไม่สนค่ะ ถือว่า พวกนี้ไร้สาระ แค่ไม่รังแกหรือทำให้ฉันเจ็บตัวอีกก็พอ

ปกติฉันจะเดินกลับบ้านไปกับเพื่อนผู้หญิงที่บ้านอยู่แถวเดียวกันแทบทุกวัน
ส่วนเพื่อนกะเทยอีกคนมีบ้านไกลกว่าพวกเราค่ะ ต้องขี่จักรยานไปอีกสองกิโล
เราสนิทกันพอสมควร ประหนึ่งสามสาวเดินฉิดฉายบนรันเวย์บ้านนอกน่ะค่ะ
ระหว่างทาง เราก็จะสนุกสนานกันมากตามประสาสามสาวที่กำลังงามสะพรั่ง
ตอแหล ดอกทองกันไปเรื่อยค่ะ เจอผู้ชายหนุ่มรุ่นพี่โรงเรียนมัธยมปิ๊งปั๊งอะโดบี้
ก็กรี๊ดใส่ บ้างก็ยิ้มชะมดชะม้อยให้ พี่บางคนเขาอายก็เดินหนีหายไปไม่ต่อกรด้วย
บางคนห่ามหน่อย ก็เข้ามาแหย่ เข้ามาจับแก้มจับมือกะเทยให้สะเทิ้นอายบ้าง
ไม่มีอะไรมากกว่านั้นนะคะ กะเทยรุ่นเยาว์อย่างฉัน ทำได้แค่เนี้ย

ที่จริงบ้านฉันกับโรงเรียนห่างกันไม่เท่าไรหรอกค่ะ ถ้าเดินจ้ำอ้าวแป๊บเดียวก็ถึง
แต่ด้วยความที่เป็นกะเทยแรดตั้งแต่หัวเกรียน แถมไม่อยากกลับไปเจอคนน่าเบื่อ
ไปนั่งหมั่นไส้การออดอ้อนของลูกคนโปรดที่ขอโน่นขอนี่ได้แทบทุกวี่ทุกวัน
ฉันชอบอ้อยสร้อย แล้วก็แวะไปร้านข้างทางที่เป็นเพิงหมาแหงนมุงจากเล็ก ๆ
ข้างในมีโต๊ะไม้ต่อเองตั้งโหลขนมหวานสารพัด น้ำแข็งไสสีสดใสเต็มไปหมด
ทุกเย็นจะมีเด็กทั้งโรงเรียนประถมอย่างฉัน และรุ่นพี่โรงเรียนตรงกันข้าม
มาอุดหนุนกันอุ่นหนาฝาคั่ง เพราะราคาไม่แพง แถมคนขายก็คุยสนุกน่ารัก
เราเรียกแกว่า "ป้าสลิ่ม" ค่ะ ไม่รู้ใครเรียก อาจจะเป็นเพราะป้าเขาขายสลิ่ม
เด็กไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ก็เลยเรียกกันแบบนั้นต่อ ๆ กันมาจนถึงรุ่นของฉัน

นอกจากป้าสลิ่มจะขายน้ำแข็งไส ขนมหวานแล้ว ข้างหลังเพิงของป้า
จะมีลูกจ้างอีกคนคอยทำข้าวโพดคั่วค่ะ เป็นของกินเล่นแบบไทยขนานแท้
ไม่มีคลุกเนยค่ะ พี่คนที่ทำเนี่ย ทั้งปีทั้งชาติก็จะนั่งบนม้านั่งเตี้ย ๆ เรี่ยพื้น
มือหนึ่งก็คอยเติมไฟ อีกมือก็เขย่าตะแกรงที่พอเติมเม็ดข้าวโพดลงไป
พอโดนความร้อนมันก็จะแตกโป๊ะเป๊ะเสียงลั่นร้านไปหมด พร้อมกับส่งกลิ่น
ข้าวโพดหอมฟุ้งชวนกินเป็นที่สุด ข้าวโพดคั่วแบบไทย ๆ นั้น ไม่คลุกเนย
พอมันแตกตัวจนเต็มที่แล้ว พี่เขาก็จะเทข้าวโพดร้อน ๆ ลงในกาละมังใหญ่
ทีนี้ก็ถึงเคล็ดลับที่ทำให้ข้าวโพดคั่วเป็นที่ติดอกติดใจของเด็กอย่างฉันค่ะ
นั่นก็คือ น้ำตาลปี๊บเคี่ยวจนละลายเกือบเป็นคาราเมล ถ้าแอ๋วจำไม่ผิด
เขาจะราดน้ำตาลร้อน ๆ ลงบนกองข้าวโพดคั่วพองกรอบขาวที่ยังร้อนกรุ่น
คลุกเคล้าเบา ๆ ด้วยพายไม้จนน้ำตาลเคี่ยวร้อนระอุเคลือบทั่วทั้งข้าวโพดคั่ว
แล้วก็โรยมะพร้าวฝานบางที่คั่วจนกรอบกรุบ เพื่อเพิ่มความกรอบมันอีกเท่า

เขาจะทำแบบไม่มากนักค่ะ เพราะทำไปขายไปก็แทบไม่ทัน เด็กแย่งกันซื้อ
สมัยนั้นของกินหลังโรงเรียนเลิก ไม่มีอะไรมากไปกว่าลูกชิ้นปิ้งสารพัด
ขนมกรุบกรอบไร้สารอาหารซองน้อย ก๋วยเตี๋ยวหมูชามละสองบาท
ไอศกรีมกะทิโปะบนขนมปังผ่าซึกโรยถั่วคั่ว น้ำแข็งไสอัดแข็งราดน้ำหวาน
ขนมจีบกับซาละเปา ต้องเป็นลูกครูใหญ่ หรือพ่อแม่เป็นคหบดีในตลาด
ถึงจะมีสิทธิ์กินค่ะ เพราะมันแพงกว่าขนมดาด ๆ พอสมควร เด็กอย่างฉัน
ซึ่งไม่ได้ร่ำรวยอะไรในเวลานั้น ไม่มีโอกาสได้กินหรอกนะคะ อย่างดีก็แค่มอง
ส่วนข้าวโพดคั่วของป้าสลิ่ม เป็นของรองท้องยามเลิกเรียนก่อนอาหารเย็น
ด้วยราคาถุงละสองบาท ถ้ามีบาทเดียวป้าเขาก็ตักให้นะคะ อาจจะน้อยหน่อย
มันหอมหวานติดเค็มนิด ๆ ถ้าต้องการให้หรูหน่อย มีน้ำตาลเหลืออยู่ในหม้อ
ป้าแกจะตักหยอดให้ทุกถุงที่เด็กร้องขอค่ะ อร่อยหนักเข้าไปอีก

นอกจากป้าสลิ่มจะขายขนมหลอกเด็กมานานแสนนานแล้ว ตั้งแต่ฉันยังเด็ก
สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจที่จะมาตอแหลและออกดอก (ทอง) ที่ร้านนี้ทุกเย็น
ก็เพราะป้าแกเป็นกะเทยรุ่นดึกค่ะ ถ้านึกภาพไม่ออก ขอให้นึกถึงผู้ชายผิวดำ
ตัวอ้วนใหญ่ คอเป็นเหนียง ใส่เสื้อสีแสบแปร๋นที่หาซื้อตามตลาดนัดบ้านนอก
นุ่งผ้าถุงลายดอกสีครือกัน แต่งหน้าเข้มจัด เกล้าผมสวยเช้ง หน้าตายิ้มแย้ม
ต่อล้อต่อเถียงกับลูกค้าทั้งวัยเด็ก วัยรุ่นอย่างรู้ทัน เฮฮาแล้วก็ไม่เค็มเขี้ยวค่ะ
ฉันเอง จะเรียกป้าสลิ่มว่า เจ๊ค่ะ เพราะป้าแก่บอกว่า เราน่าจะเป็นพี่น้องกัน
ห้ามเรียกป้า ที่จริงป้าสลิ่มก็อายุอานามไม่น้อยนะคะในเวลานั้น ตอนแรก
ที่ฉันเรียกเจ๊สลิ่ม เขินปากค่ะ เพราะตัวฉันอยู่ป.4 ในขณะที่ป้าสลิ่มเองน่าจะ
รุ่นราวคราวเดียวกับแม่ฉัน หรือน้อยกว่าไม่กี่ปี

เวลาที่ว่างพักจากลูกค้าที่ซาลง เจ๊สลิ่มก็จะมีเรื่องมาเม้ากับกะเทยเด็กอย่างฉัน
มานั่งสั่งสอน ถ่ายทอดประสบการณ์ให้กะเทยหัวโปกอย่างฉันได้ฟังทุกเม็ดทุกช้อต
ฉันจึงได้รู้อะไรมากมายเกี่ยวกับกะเทยจากปากคำของกะเทยระดับเซียนตั้งแต่นั้น
วันไหนเพลินหน่อย ก็นั่งฟังจนเกือบมืดค่ำ กลับบ้านแทบโดนถวายเบิ๊ดกะโหลก
ดีที่หนีทัน แต่ฉันไม่เคยเข็ดค่ะ ขากลับก็จะแวะไปร้านเจ๊สลิ่มจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา
จากลูกค้าก็เลื่อนขั้นมาเป็นผู้ช่ายแม่ค้า ตักขนม ส่งของให้เท่าที่เด็กจะทำได้
แถมถ้ามีข้าวโพดเหลือก็จะได้กินเป็นสินน้ำใจ โดยไม่ต้องเสียเงินสักสตางค์แดง
ถ้าของขายหมดไว ฉันก็อยู่ช่วยเก็บของรถสาลี่ เดินไปด้วยกัน ตอแหลกันต่ออีก
จนฉันเดินถึงบ้าน ถึงจะแยกกัน

เจ๊สลิ่มเป็นกะเทยที่หาความสวยไม่ได้ค่ะ แม้จะพยายามประโคมเครื่องสำอางค์
ทุกแม่สีเท่าที่มี หรือแต่งตัวเรียกร้องความสนใจแค่ไหน เจ๊สลิ่มในสายตาคนทั่วไป
ก็คือ กะเทยแก่ร่างควาย เป็นนางกอที่โชกโชนและผ่านผู้ชายมาเกินพันดุ้น
ฉันในเวลานั้นยังไม่ซึมซับเรื่องเพศเท่าไร เพราะยังเด็กเล็กมากที่จะเข้าใจอะไร
ที่มาจากผู้ชาย แค่ชอบนั่งฟังเรื่องแปลก ๆ จากเจ๊สลิ่ม นึกภาพออกมั่งไม่ออกมั่ง
ก็ยังชอบไปฟังค่ะ ฟังไปเคี้ยวข้าวโพดคั่วไปพลาง เพลินจะตายไปค่ะ

เจ๊สลิ่มเองก็คงไม่พ้นคำสาปของกะเทยทั้งโลกหรอกนะคะในเรื่องของผู้ชาย
เงินทองหาได้แค่ไหน ก็หมด และทุ่มเททั้งชีวิตให้กับกระเจี๊ยวอันเดียวจนหมด
ผู้ชายที่เจ๊สลิ่มหลงจนงมงาย ก็ไม่ได้ดีเด่อะไร ถ้าไม่ใช่เป็นนักเลงหัวไม้ในซอย
ก็ต้องเป็นเด็กคราวลูกเกเรเกตุง ติดยาติดหญิง ไม่รู้มีอะไรดีนักหนาถึงได้ทุ่มสุดตัว
พอโดนผู้ชายทิ้งที ก็โศกสลดกันที แต่ไม่นานค่ะ ภูมิคุ้มกันกะเทยแรงมากขอบอก
ไม่นานหาผัวใหม่ได้ เจ๊แกก็กระดี๊กระด๊า กลับมาเป็นกะเทยแรดแถดแถเหมือนเดิม
เจ๊แกเคยบอกว่า กะเทยขาดผู้ชายไม่ได้หรอกน้องขา มันของคู่กันมานานนมแล้ว
แต่พอวันหนึ่งกะเทยอิ่มตัวเมื่อไร ก็คงจะเลิกไปเองแหล่ะ ตอนนี้ยังหิวเจี๊ยวอยู่
ก็ต้องกินกันไป หาผู้ชายใส่ปากใส่ท้องไปตามเรื่อง

ฉันเองปฏิเสธไม่ได้ว่า อิทธิพลของเจ๊สลิ่มมีต่อฉันมากในเรื่องมุมมองของชีวิต
เจ๊มักจะบอกให้ฉันตัดสินใจให้ดีว่า จะเป็นกะเทยหรือเป็นผู้ชาย ก็ให้ไตร่ตรองรอบคอบ
เมื่อเรามั่นใจว่าเป็นแล้ว ก็จงมีความสุขกับมัน ยอมรับให้ได้ว่านี่คือสิ่งที่เราเลือก
ตอนนั้นฉันไม่ค่อยเข้าใจค่ะ เพราะคงยังเด็ก ก็แค่ฟัง แล้วก็รู้สึกห่างไกลไปนิดนึง
เจ๊สลิ่มแสดงให้ฉันเห็นเสมอว่า เจ๊แกมีความสุขมากมายกับสิ่งที่แกเป็นมาทั้งชีวิต
แม้จะโดนผู้ชายเลวมันซ้อม ปอกลอกหมดตัว หรือต้องวิ่งหาความรักจากผู้ชาย
เจ๊ไม่เคยยอมแพ้ค่ะ แถมไม่เคยทำให้ใครหน้าไหนเดือดร้อน หรือเจ็บช้ำน้ำใจ
แกยังเป็นขวัญใจของเด็กอย่างฉัน เป็นแม่ค้าขนมหวานที่ครองใจฉันและเพื่อน
แล้วก็คงน่าจะเป็นแบบอย่าง ที่ฉันจะเอาเยี่ยง แต่ไม่เอาอย่างจนถึงทุกวันนี้

เจ๊สลิ่มเคยบอกฉันเมื่อนานมาแล้วว่า

"ความสุขบางครั้งเหมือนกับช่วงเวลาที่ข้าวโพดมันแตกตัว มันสั้นจนน่าใจหาย
แต่เราก็ยังไขว่คว้าฉกฉวยสุขนั้น สุขเป๊าะแป๊ะ ที่ตัวเจ๊เองก็ถวิลหาต้องการมัน
ผู้ชายบางคนก็เหมือนความหอมหวานของข้าวโพดคั่ว มันไม่ได้จีรังอะไรนัก
ผู้ชายน่ะน้องขา มันไม่ใช่อาหารหลักค่ะ แต่เราก็อดที่จะกินมันไม่ได้นี่คะน้อง
น้ำแตกก็แยกทาง ความหวานก็จางหาย ไอ้เราก็ต้องมองหาข้าวโพดคั่วหน้าใหม่
ร้องหาสุขเป๊าะแป๊ะกันไม่รู้จักจบสิ้น นี่แหล่ะชีวิตกะเทยล่ะค่ะ"

ฉันเองมาตระหนักคำพูดเหล่านั้น เมื่อโตขึ้น และรู้สึกว่า เจ๊พูดถูกอยู่หลายส่วน
แม้ในเวลานี้ จะไม่มีเพิงร้านขนมหวานของเจ๊สลิ่มอีกแล้ว ที่ตรงนั้นเปลี่ยนไป
กลายเป็นตึกพาณิชย์ ส่วนตัวเจ๊สลิ่มก็คงอยู่ที่ใดที่หนึ่ง หรืออาจจะหมดลม
กลับคืนไปสู่ที่ ๆ เราทุกคนมา ฝังร่างอยู่ใต้ธรณีอย่างสงบก็เป็นได้ใครจะรู้
ฉันเองวันหนึ่งก็ต้องแก่หงำ กลายเป็นป้ากะเทยในภายหน้าหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฉันอยากเป็นกะเทยสูงอายุที่สวย แล้วก็ไม่แก่กะโหลกกะลาค่ะ
ปลายทางและสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า กะเทยอย่างฉันคาดไม่ถูกแน่นอน
และไม่สำคัญว่าฉันจะต้องพบเจออะไร สิ่งที่สำคัญที่สุดในความคิดฉัน
คุณค่าของชีวิตคือการดำรงอยู่อย่างรู้คุณค่าและมีความสุข

ปัดจิ๋มลิขิต

  • สิ่งหนึ่งที่อยากบอก ไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดนะคะ การที่เด็กผู้ชาย
    คนหนึ่งไปคลุกคลีตีโมงกับคนที่ได้ชื่อเบี่ยงเบนทางเพศ ไม่ได้
    หมายความว่า เด็กผู้ชายคนนั้นกลายเป็นกะเทย เป็นเกย์ในอนาคต
    เพราะได้รับอิทธิพลจากกะเทย ไม่ใช่เลยค่ะ คนที่จะเป็น มักจะรู้ตัว
    ตั้งแต่รู้ความ และต้องการ peer support ที่เข้าใจและมีอะไรบางอย่าง
    ตรงกับความต้องการตัวเอง เพราะงั้น อย่าคิดเป็นอื่นนะคะ
  • เด็กหรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ เมื่อได้รับแรงกดดัน หรือสิ่งไม่พึงประสงค์
    ที่กระทบกับความรู้สึกในการประเมินคุณค่าตัวเอง (Peer Pressure)
    ทุกคนถ้าไม่หนีไปจากตรงนั้น Isolation) ก็จะวิ่งหาแรงสนับสนุน
    ความช่วยเหลือจากกลุ่มเพื่อนค่ะ (Peer Support)
  • แต่หลายคนอาจจะแย้งว่า "คบคนพาล พาลไปหาผิด คบบัณฑิต
    บัณฑิตพาไปหาผล" เอ่อ ถ้าพูดถึงในเรื่องของความดี ความชั่ว
    ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน รสนิยมแบบใด ก็เป็นบัณฑิต เป็นคนไม่ดีได้ค่ะ
    กะเทยบัณฑิต ที่ชักจูงไปในทางที่ดีก็มีมากมาย ชิมิคะ
  • และถ้าสมมติฐานของใครหลายคนยังฝังหัวอยู่แบบนี้ ลองนึกดูซิคะ
    ว่าทำไม ผู้ชายทั้งแท่ง ที่มีเพื่อนฝูงเป็นกะเทย เป็นเกย์ ถึงได้ไม่เป็น
    หรือจะมีใจโน้มเอียงมาทางกะเทย เพราะเขามี Sexaul Orientation
    ที่ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วค่ะ ต่อให้กะเทยรุมสกรัม ก็ไม่มีทางทำให้เขา
    ทีเป็นผู้ชายเปลี่ยนรสนิยมได้ ถ้าเขาคนนั้นไม่ได้มีความเบี่ยงเบนมาก่อน
  • กรี๊ด หนักหนาไปไหมคะ ไม่ค่อยมีคนอ่าน ฮือ ฮือ กะเทยเศร้าค่ะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อ่านแล้วนึกถึงเพื่อนเลยอะคะ
จะมีเพื่อนเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เล็ก
จนปัจจุบันก็จะมีเพื่อนแบบนี้
และตอนเด็ก ๆ เพื่อนที่เป็นแบบคุณ
แอ๋วจะโดนแกล้งแบบนี้ทุกวัน
เหมือนกันจนมันทนไม่ได้
เพื่อนเลยถ้ามันต่อย แต่แปลกเนอะ
ผู้ชายทั้งแท่งกับแพ้ และไม่กล้า
เอ่ยปากล้ออีกเลย

อ่านแล้วได้ข้อคิดเยอะดีคะ
ช่วงขีวิตมันเป็นระยะสั้น ๆ จริง ๆ


ตอนแรกกะจะไม่อ่านแล้ว
เห็นคุณแอ๋วอัพแล้วท้อ ยาวโคตร
(อย่าคิดเป็นอย่างอื่นนะ) แต่ก็ต้อง
อ่านทุกที แต่ละเรื่องที่คุณแอ๋วเขียน
ได้อ่านมีทั้งสนุกและก็ได้ข้อคิด

เรื่องรายงานไปถึงไหนแล้วคะ
สำเร็จทุกอย่างรึยัง สู้ ๆ นะคะ

#1 By ๏~ G♥J ~๏ on 2006-04-08 21:44

แล้วคุณแอ๋ว ... ก็มาถ่ายทอดประสบการณ์ให้กระเทยรุ่นน้องต่อไป .. ใช่มั๊ยครับ
ถ้าอยากลองเขียนหนังสือ ลองถามพี่บิ๊กบูนดูสิคะ เค้าเพิ่งออกหนังสือ คงจะช่วยได้
ตัวหนูถึงจะเขียนหนังสือก็เขียนนิทานเด็กค่ะ คงช่วยไม่ได้เท่าไหร่ ขอให้กำลังใจแทนแล้วกันนะคะ

#3 By (210.82.53.65) on 2006-04-09 01:11

ต้องมีชีวิตอยู่ต่อให้ได้...ท่ามกลางความเหงารอบตัว

#4 By (202.28.21.4) on 2006-04-09 12:14

อ่านแล้วรู้สึกดี มีกำลังใจยังไงพิกล อาจเพราะเข้าใจดี แต่ต่างกันตรงที่แม้เป็นเกย์ไม่ใช่กะเทย แต่ก็ไม่เคยโดนรังแก พ่อ แม่ และพี่ต่างก็เอาใจ
แต่ก็มีบ้างที่ไม่ได้รับการเอาใจใส่อย่างพี่ชาย ขาดความอบอุ่นบ้างบางครั้ง แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี
เอาใจช่วยเราชาวเพศที่สามทุกคนค๊าบ

#5 By AwayG on 2006-04-09 14:49

อันซีน

-entry คุณแอ๋ว ถึงจะยาวแต่ก็อ่านสนุกแล้วมีสาระด้วยนะ
-เพื่อนนานาที่เป็นแบบคุณแอ๋ว เค้าไม่ค่อยโดนแกล้งหรอก เลยไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่ เพิ่งได้มาอ่านentry เนี้ยะ แล้วรู้สึกว่าคุณแอ๋วมีำกำลังใจในชีวิตดีมากๆเลย
-คนเรา ถ้าเกิดมามีปัญหาเรื่องความอบอุ่นแล้ว ถ้าไม่ใช่คนที่มีกำลังใจน้อยที่สุด ก็เป็นคนที่มีกำลังใจมากที่สุดค่ะ
-ดีนะที่คุณแอ๋วเป็นคนประเภทหลัง
-นานาก็คงเหมือนกัน
-แต่เป็นคนละประเด็นเท่านั้นเอง

#6 By iamnana on 2006-04-10 02:08

เจ๊ ๆ อ่านเรนโบว์บอยจบสามภาคยังอ่ะคั๊บ
ผ่านมาเปงชาติๆก่าแระ ผมเพิ่งจะได้อ่าน ยังไม่จบภาคหนึ่งเลย เรื่องของเจ๊มันส์พอๆกานเลย เง้อ
-..-

กะเทยอย่าเศร้าดิ กะเทย สู้ๆๆ วู้ๆๆๆ

#7 By AwayG on 2006-04-10 03:11

มาอ่านนะคะ และมาเป็นกำลังใจให้ค่ะ
โดยส่วนตัวแล้ว ชอบนะคะ และตอนเด็ก ๆ ก็มีเพื่อนที่เป็นแบบนี้อยู่เหมือนกัน
แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้เจอะเจอเพราะต่างคนต่างแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง ชอบมาอ่านบล็อคคุณนาย เพราะอ่านแล้วก็คิดถึงเพื่อน ๆ ค่ะ

ถ้าไม่มีกะเทย โลกนี้คงขาดสีสันไปเยอะเลยนะคะ

#8 By Nemo on 2006-04-10 07:12

ยาวมากกกก
...แต่อ่านจนจบ

หนูเรียนนิเทศมีเพื่อนเป็นเกย์เป็นกระเทยเยอะมาก
ตอนเรียนมัธยมก็มีหลายคน...จนโดนห้องอื่นแซวว่าห้องนี้กระเทยชุมกว่ายุง
แต่หนูว่าอยู่กับกระเทยสนุกดีค่ะ....ฮาดีออก

ตอนม.ต้นก็มีเพื่อนคนนึงหล่อ น่ารักมาก
มาเจออีกทีตอนจบ ม.6 แปลงเพศมาแล้ว....อึ้งแดกค่ะ ไม่เคยนึกว่าก่อน แถมได้ผัวเยอรมันอีกต่างหาก หล่อจนผู้หญิงอย่างพวกหนูมองตาละห้อยและสังเวชตัวเองเลยล่ะ

มาอ่าน 2 รอบแล้วแต่พอจะเมนต์ต้องมีคนเรียกทุกทีสิหนู
รอบที่ 3นี่ต้องรีบพิมพ์ก่อน..
คนดีหรือคนชั่วมันอยูที่ข้างในไม่ใช่เพศไหนๆ....อย่างหนูหรือเจ๊สลิ่มก็ต้องมีความดีข้างในไม่งั้นหนูจะจำมุมมองได้ถึงทุกวันนี้เหรอ.....

#10 By ยายแม่บ้าน on 2006-04-10 17:28

ยาวมากๆ แต่อ่านแล้วรู้สึกดีมากเลยนะครับ เอนทรี่นี้ จริงๆเด็กๆผมเองก็เคยโดนแกล้งเหมือนกันนะ เข้าใจอารมณ์นี้ดีเลย

ป้าสลิ่มเองก็ใจดีมากเลยนะครับ ถ้าครั้งหนึ่งในชีวิตเราได้เจอคนดีๆแบบนี้บ้างก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้วล่ะครับ ขอบคุณที่แชร์เรื่องราวดีๆแบบนี้ให้ได้อ่านกัน หวังว่าคงมีกำลังใจเขียนเรื่องดีๆให้ได้อ่านกันอีกนะครับ

#11 By imome on 2006-04-17 19:09

ชอบตอนนี้ของเจ๊เเอ๋วมากเลย เขียนได้ดี ซึ๊ง ซึ้งอ่ะ

#12 By นู๋จี๋ (202.5.80.229) on 2006-04-18 00:14

สู้ ๆ กะเทยต้องสู้
อ่านแล้วเห็นใจจัง

#14 By Starrynite on 2006-05-30 15:59

ขุดเรื่องขึ้นมาดีกว่า
ฉันจะขุดนะคะ
ใช่ค่ะ กะเทยต้องสู้ อย่าไปสนใจค่ะ เราหาเลี้ยงด้วยตัวเองไม่ได้ไปเดือดร้อนใคร สู้ๆค่ะคุณ ฉันเป็นคนนึงที่ชอบคนประเภทอย่างพวกคุณมาก อยู่ใกล้แล้วมีความสุขค่ะ คนพวกนี้ถ้าคบกันจริงๆเค้าน่ารักจะตายไป ไม่รุนะ ตามความคิดของนู๋ หนูชอบ เหอๆquestion

#18 By นู๋ส้ม (61.7.153.130) on 2007-11-03 10:07

เจ๊จ๋า.. หนูเป็นแฟนเจ๊นะคะ ตามอ่านมาเกือบทุกเอนทรี่เลย แต่บางเอนทรี่อาจไม่ได้เมนท์เพราะหนูอินจน
เขียนไม่ออกล่ะ

เจ๊จ๋า.. หนูไม่รู้จักเจ๊เป็นการส่วนตัว แตจากที่ได้อ่านที่เจ๊เขียนมา หนูว่า

เจ๊เป็นคนที่มองโลกอย่างเข้าใจหรือกำลัง
พยายามทำความเข้าใจโลก เข้าใจคนรอบข้างมากๆเลยค่ะ มองโลกในแง่
ดีเข้าไว้นะคะ ผิวจะได้สวยเปล่งปลั่งเป็นสาว
สองพันปีตลอดไป

ปล. หนูอ่านเรื่องของคุณแล้วไม่สงสารคุณเลยนะคะ
มีแต่ทึ่งกับการดำเนินชีวิตของคุณมากๆค่ะ big smile

#19 By ongki on 2007-11-10 19:39